เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจแอฟริกา (The Impacts of the Middle East Impact on Africa) โดยระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ได้ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Shocks) ต่อทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศแอฟริกาเหนือที่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านความมั่นคง แต่ได้ลุกลามไปสู่ภาคการค้า พลังงาน และเสถียรภาพทางสังคมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ราย
รายละเอียดมีดังนี้
ผลกระทบต่อประเทศอียิปต์ จุดเปราะบางทางเศรษฐกิจ
อียิปต์ถูกระบุว่าเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้างมากที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ
-
การหยุดชะงักของการเดินเรือในทะเลแดงและการเปลี่ยนเส้นทางของสายการเดินเรือโลก ทำให้อียิปต์สูญเสียรายได้มหาศาลจากค่าธรรมเนียมการใช้คลองสุเอซ ซึ่งเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศหลัก ส่งผลกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศและการชำระหนี้ต่างประเทศ
-
อียิปต์ต้องเผชิญกับราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นและการอ่อนค่าของสกุลเงินปอนด์อียิปต์ ส่งผลให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงความต้องการขั้นพื้นฐานได้ยากขึ้น
วิกฤตการณ์ซ้อนทับในซูดาน (Sudan’s Compounded Crisis)
บทวิเคราะห์เน้นย้ำว่าซูดานอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุดเนื่องจาก “ภัยซ้อนภัย” ได้แก่
-
สงครามภายในและภายนอก การสู้รบภายในประเทศที่ยังไม่ยุติ ถูกซ้ำเติมด้วยการขาดแคลนความช่วยเหลือจากภายนอกเนื่องจากทรัพยากรโลกถูกดึงไปใช้ในวิกฤตตะวันออกกลาง
-
ซูดานเผชิญกับภาวะอดอยากในวงกว้าง (Famine risk) เนื่องจากระบบการผลิตทางการเกษตรล่มสลาย และราคาธัญพืชในตลาดโลกที่ผันผวนจากความไม่สงบในภูมิภาคข้างเคียง
การปรับตัวสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” เพื่อการเยียวยา (Digital Recovery Path)
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดจากรายงานของ UNDP คือข้อเสนอแนะให้รัฐบาลในแอฟริกาเหนือเร่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
-
ระบบสวัสดิการแบบระบุเป้าหมายดิจิทัล (Digital Targeting Systems) UNDP เสนอให้ประเทศอย่างอียิปต์และตูนีเซีย ใช้ฐานข้อมูล Big Data เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ผู้ยากไร้โดยตรงผ่านระบบ Mobile Wallet เพื่อลดการรั่วไหลและลดภาระงบประมาณจากการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง
-
การส่งเสริม Digital Trade สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อหาตลาดใหม่ทดแทนเส้นทางการค้าเดิมที่ถูกปิดกั้นจากความขัดแย้ง
แนวโน้มและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
UNDP สรุปแนวทางที่นานาชาติและรัฐบาลท้องถิ่นควรดำเนินการ ดังนี้
-
การเร่งเจรจาทางการค้า เพื่อหาเส้นทางเดินเรือทางเลือกและลดกำแพงภาษีระหว่างประเทศในกลุ่มแอฟริกาด้วยกันเอง (AfCFTA)
-
การสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงาน เร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ขัดแย้ง
-
การปกป้องทางสังคม (Social Protection) รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณด้านตาข่ายรองรับทางสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้ชนชั้นกลางระดับล่างตกลงไปสู่เส้นความยากจน
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
1. การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ (Logistics Resilience) เนื่องจากรายได้และประสิทธิภาพของคลองสุเอซลดลงจากปัญหาความมั่นคงในทะเลแดง ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาและวางแผนสำรองสำหรับการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่เน่าเสียง่ายผ่านเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป หรือพิจารณาการส่งออกไปยังท่าเรือในแอฟริกาตะวันตกเพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ตอนในของทวีป
2. การเจาะตลาดสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป (Food Security Opportunity) ในสภาวะที่ซูดานและอียิปต์เผชิญวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร ไทยควรเร่งผลักดันการส่งออกข้าว ผลไม้กระป๋อง และอาหารโปรตีนแปรรูปที่มีอายุการเก็บรักษานาน เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดที่ขาดแคลนสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตเดิมในภูมิภาค
3. การเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk Management) โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากสกุลเงินในแอฟริกามีความผันผวนสูง ผู้ส่งออกควรเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้นำเข้า โดยเฉพาะในตลาดที่มีความเปราะบาง โดยแนะนำให้ใช้รูปแบบการชำระเงินที่ปลอดภัย เช่น Letter of Credit (L/C) รวมถึงพิจารณาทำประกันการส่งออกด้วย
—————————————-
ที่มา https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2026-04/policy_brief-the_impacts_of_the_middle_east_conflict_on_africa-april_2026_.pdf
อ่านข่าวฉบับเต็ม : วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจแอฟริกา
