ที่มา : สำนักข่าว Berita Harian
บริษัท IJM Corporation Bhd (IJM Corp) เดินหน้าขยายผลงานในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรม ด้วยการยื่นประมูลโครงการศูนย์ข้อมูลจำนวน 3 โครงการ และโครงการอาคารอุตสาหกรรมอีก 2 โครงการ เพื่อรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบันงานศูนย์ข้อมูลคิดเป็น
ร้อยละ 44 ของสัญญาที่บริษัทถืออยู่ในมือ
นอกจากโครงการดังกล่าว IJM Corp ยังได้เข้ายื่นประมูลโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการในเมืองนูซันตารา ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าราว 1 พันล้านริงกิต ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการประมูลเร็วที่สุดในปีงบประมาณ 2567
ในส่วนของโครงการขนาดใหญ่ภายในประเทศ บริษัทมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเบา (LRT) รัฐปีนัง ช่วงที่ 2 มูลค่าประมาณ 4 พันล้านริงกิต โดยคาดว่าจะประกาศผลในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
นายอดัม โมฮาเหม็ด ราฮิม นักวิเคราะห์จาก RHB Investment Bank ระบุว่า การเร่งยื่นประมูลโครงการใหม่สะท้อนยุทธศาสตร์ของ IJM Corp ในการเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตงานก่อสร้าง
โดยเฉพาะงานศูนย์ข้อมูลที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของมูลค่าธุรกิจในปัจจุบันเขากล่าวว่า งานด้านศูนย์ข้อมูลคิดเป็นร้อยละ 44 ของงานทั้งหมดในมือ และหาก IJM Corp คว้างานประมูลขนาดใหญ่ได้ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มูลค่ากิจการของบริษัทเพิ่มขึ้น
ด้านผลประกอบการ บริษัทมีกำไรหลัก 213 ล้านริงกิตในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2566 ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปีก่อน และคิดเป็นเพียงร้อยละ 41 ของประมาณการทั้งปีของ RHB รวมถึงร้อยละ 40 ของการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์โดยรวม การปรับตัวลดลงมาจากผลประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนตัว โดยกำไรก่อนหักภาษีลดลงร้อยละ 77 และอัตรากำไรลดลงเหลือร้อยละ 2.2 จากร้อยละ 7.5 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม RHB มองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีแรงสนับสนุนจากยอดขายที่รอรับรู้รายได้
มูลค่า 1.6 พันล้านริงกิต และการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2566 มูลค่าโครงการรวม 849 ล้านริงกิต
ในด้านธุรกิจก่อสร้าง บริษัททำผลงานได้ดีขึ้น โดยกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 37.3 ล้านริงกิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากปีก่อน สะท้อนกิจกรรมก่อสร้างที่คึกคักขึ้นจากโครงการที่มีอยู่ในมือ แม้อัตรากำไรของธุรกิจ
จะทรงตัวที่ร้อยละ 4.5
สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 จากการส่งมอบเสาเข็มและคอนกรีตผสมเสร็จที่สูงขึ้น ส่วนธุรกิจทางด่วนปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีกำไร 9.6 ล้านริงกิต เทียบกับการขาดทุน 1.1 ล้านริงกิตในปีก่อน จากการฟื้นตัวของเส้นทางเก็บค่าผ่านทางภายในประเทศและหน่วยงานในอาร์เจนตินา
ขณะเดียวกัน ธุรกิจท่าเรือมีกำไรลดลงร้อยละ 47 เนื่องจากปริมาณการขนส่งสินค้าลดลงในช่วงที่ลูกค้าดำเนินงานบำรุงรักษาขนาดใหญ่โดยรวม ขณะนี้ IJM Corp มีงานในมือภายในประเทศมูลค่า 8.4 พันล้านริงกิต และมีงานเพิ่มเติมจาก JRL Group อีก 5.1 พันล้านริงกิต สะท้อนฐานรายได้ในอนาคตที่มั่นคงของบริษัท
บทวิเคราะห์ผลกระทบ
การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของโครงการก่อสร้างในมาเลเซีย โดยเฉพาะโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีสัดส่วนถึง 44% ของงานในมือของ IJM Corp สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในมาเลเซียกำลังขยายตัวรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการของบริษัทเทคโนโลยี
ระดับโลก การเติบโตในลักษณะนี้ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็นเฉพาะทาง สายไฟ ท่ออุตสาหกรรม เซิร์ฟเวอร์แคบินเน็ต รวมถึงระบบความปลอดภัยอาคารเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการส่งออกหรือเข้าไปเป็นคู่ค้าในโครงการได้
นอกจากนี้ การที่ IJM Corp เข้ายื่นประมูลโครงการใหญ่ในอินโดนีเซียและโครงการ LRT ปีนัง ยังสะท้อนภาพรวมของภาคก่อสร้างในอาเซียนที่กำลังฟื้นตัวและมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการจับคู่ธุรกิจกับบริษัทรับเหมารายใหญ่ของมาเลเซียเพื่อขยายการเข้าถึงตลาด
เพื่อต่อยอดไปสู่โครงการในประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ที่ต้องการวัสดุก่อสร้างและระบบอาคารที่ได้มาตรฐาน
ในด้านการแข่งขัน ไทยอาจต้องเตรียมรับมือกับการที่มาเลเซียพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างและ
ศูนย์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและบริษัทเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศ เพื่อไม่ให้เสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ หากมาเลเซียสามารถดึงเมกะโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีเข้ามาได้จำนวนมาก อาจทำให้สัดส่วนการลงทุน FDI เฉลี่ยในภูมิภาคไหลเข้าสู่มาเลเซียมากขึ้น
โดยภาพรวม การขยายโครงการของ IJM Corp และการเติบโตของภาคก่อสร้างมาเลเซียเป็นทั้ง โอกาสทางการค้า สำหรับสินค้าไทย และ แรงกระตุ้นทางการแข่งขัน ที่ไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมปรับตัวเพื่อรักษาความได้เปรียบในตลาดอาเซียน.
ความคิดเห็น สคต.
สำนักงานฯ เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานในมาเลเซียยังเติบโตต่อเนื่อง และมีการแข่งขันสูง ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างและบริการวิศวกรรมจากต่างประเทศจำนวนมาก ไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพสินค้า ราคาที่แข่งขันได้ และประสบการณ์ทำงานในภูมิภาค จึงควรเร่งผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เข้ามาในห่วงโซ่อุปทานของโครงการก่อสร้างเหล่านี้ โดยเฉพาะงานศูนย์ข้อมูลที่ต้องการมาตรฐานสูง พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าโครงการ LRT ปีนัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการที่
อาจเปิดโอกาสให้สินค้าหรือบริการไทยเข้าสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้นอย่างมีศักยภาพ
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
อ่านข่าวฉบับเต็ม : IJM Corporation เดินหน้ายื่นประมูลโครงการศูนย์ข้อมูล–อาคารอุตสาหกรรม มุ่งขยายงานก่อสร้างและอุตสาหกรรมของมาเลเซีย
