หน้าแรกTrade insightถั่วเหลือง > เยอรมนี บริโภคอย่างไร

เยอรมนี บริโภคอย่างไร

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต

 

กระทรวงอาหารและการเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMEL) ได้เผยแพร่รายงานโภชนาการ (Ernährungsreport 2023) “เยอรมนี บริโภคอย่างไร” โดยรายงานฯ ระบุว่า  คนเยอรมันยังคงชอบทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน แม้สัดส่วนการทำอาหารทุกวันจะลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 52 เป็นร้อยละ 46 แต่การทำอาหาร 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์กลับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารนอกบ้านก็เป็นที่นิยมเช่นกัน โดยอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์คนเยอรมันมีการรับประทานอาหารที่ร้านอาหารร้อยละ 16 นอกจากนี้ เทรนด์การสั่งซื้อสินค้าบริโภคพร้อมบริการจัดส่งถึงบ้านที่เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เป็นที่น่าจบตามอง

 

ผักและผลไม้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเยอรมัน โดยร้อยละ 72 ของผู้ตอบแบบสำรวจกินผักและผลไม้ทุกวัน ด้วยเหตุผลด้านรสชาติ ด้านสุขภาพ และแคลอรี่ที่ต่ำเป็นสำคัญ รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์นม (ร้อยละ 61) เนื้อสัตว์หรือไส้กรอก (ร้อยละ 25) และมีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่กินปลา/อาหารทะเล อาหารสำเร็จรูป ทุกวัน  

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มขึ้นของการบ#เยอรมนี, #สวัสดิภสพสัตว์ริโภคอาหารมังสวิรัติ/วีแกนทดแทนผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อย เหตุผลหลักในการเลือกซื้ออาหารมังสวิรัติ/วีแกน ได้แก่

  1. ต้องการทดลองสิ่งแปลกใหม่ (ร้อยละ 73)
  2. สวัสดิภาพสัตว์ (ร้อยละ 63) 
  3. การปกป้องสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 63)
  4. รสชาติ (ร้อยละ 63) 
  5. ด้านสุขภาพ (ร้อยละ 48)
  6. ได้อ่านหรือได้ฟังมา (ร้อยละ 37)
  7. แพ้อาหารจากสัตว์บางอย่าง (ร้อยละ 19)

ทั้งนี้ นมถั่วเหลือง นมข้าวโอ๊ต ยังรั้งอันดับ 1 เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ถูกซื้อมากที่สุด ในส่วนของผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์ ไส้กรอก โยเกิร์ต และปลาก็ต่างได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

#

ข้อมูลทางโภชนาการ รายการส่วนผสม วันหมดอายุ เป็นข้อมูลสำคัญบนบรรจุภัณฑ์อาหาร (กฎหมายกำหนดให้ระบุ) ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ นอกจากนี้ การติดฉลาก/ตรารับรอง หรือระบุข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น สวัสดิภาพสัตว์ แฟร์เทรด การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเช่นกัน สำหรับผู้บริโภคที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น ต้องการรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติ่มเกี่ยวกับการผลิตว่าเป็นแบบเชิงนิเวศหรือแบบดั้งเดิม ระยะเวลาและเส้นทางการขนส่ง ปริมาณการใช้พลังงาน ปริมาณการใช้น้ำ และปริมาณการปล่อย CO2  ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบสำรวจจำนวนมากให้ความสำคัญกับฉลาก/ตรารับรองเหล่านี้

(1) ฉลากระบุสินค้าท้องถิ่น (ร้อยละ 66)

(2) ฉลากสวัสดิภาพสัตว์ (ร้อยละ 65) 

(3) ตรารับรองออร์แกนิก (ร้อยละ 59)

(4) ตรารับรองการประมงยั่งยืน (ร้อยละ 57) 

(5) ตราแฟร์เทรด (ร้อยละ 56)

ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนมากเห็นด้วยกับมาตรการติดฉลากสวัสดิภาพสัตว์ภาคบังคับ ข้อบังคับฉลากสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare labelling) ทำให้การทำปศุสัตว์ต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสวัสดิภาพสัตว์อย่างจริงจัง และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตสัตว์และการปฏิบัติต่อสัตว์ในฟาร์มให้ดีขึ้น โดยฉลากสวัสดิภาพสัตว์จะแสดงข้อมูลด้านแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ ระบบการเลี้ยงดู การขนส่งและวิธีการเชือดสัตว์ ทั้งนี้ เยอรมนีเริ่มใช้ฉลากสวัสดิภาพสัตว์ตั้งแต่เสนดือนสิงหาคาม 2023 

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

แหล่งที่มาของข้อมูล

Federal Ministry of Food and Agriculture (BMEL)

ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.)

Login