ที่มา : สำนักข่าว Bernama
ปัจจุบันมาเลเซียเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่จะบรรลุ GMV ที่ 39 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 161 พันล้านริงกิตในปีนี้ ตามรายงาน e-Conomy South-East Asia (SEA) ฉบับที่ 10 ปี 2025 ซึ่งจัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Co การเติบโตนี้ได้รับการสนับสนุนจากการยอมรับของผู้บริโภคที่ยั่งยืนและสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ซึ่งในระดับภูมิภาค คาดการณ์ว่ามูลค่า GMV ของเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทะลุ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปีนี้ โดยเติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าการคาดการณ์ครั้งแรกของภูมิภาค 1.5 เท่า
“ในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรมากกว่า 680 ล้านคน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพในการสร้างเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับอุปสรรคระดับโลก เช่น โควิด-19 อัตราเงินเฟ้อ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน”
ในขณะเดียวกัน Ms. Amanda Chin หุ้นส่วนของ Bain & Co กล่าวว่า อีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียยังคงขยายตัวในอัตราที่ดี และคาดว่าจะสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้
เธอกล่าวว่าภาคส่วนนี้เติบโตขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีก่อนใน GMV ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากการรวมแพลตฟอร์มที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของการพาณิชย์วิดีโอ ซึ่งเปลี่ยนความสนใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นยอดขายโดยแทบไม่มีอุปสรรคเลย
“ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีบทบาทสำคัญในการที่ผู้ใช้ค้นคว้าและตัดสินใจ รวมถึงวิธีที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อแนะนำสินค้า ปัญญาประดิษฐ์กำลังเติบโตและมีความหลากหลายมากขึ้น และเราเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือมากขึ้น” เธอกล่าวในระหว่างการนำเสนอรายงาน e-Conomy SEA ปี 2025
ในส่วนของการท่องเที่ยวออนไลน์ Chin กล่าวว่าภาคส่วนนี้มีอัตรา GMV เติบโตร้อยละ 19 ซึ่งสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมต่อทางอากาศที่ดีขึ้น มาตรการเปิดเสรีวีซ่า และแคมเปญการท่องเที่ยวดิจิทัลขนาดใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยมก่อนงาน Visit Malaysia 2026
เธอกล่าวว่าจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่เดินทางมาถึงมาเลเซียได้กลับมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับก่อนเกิดโรคระบาด ในขณะที่ทั้งจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงจากต่างประเทศและการเดินทางออกนอกประเทศต่างก็ช่วยรักษาอำนาจกำหนดราคาให้แข็งแกร่งเอาไว้ได้
“เมื่อคุณมองไปที่ผู้ประกอบการโรงแรมในตลาดที่มีความต้องการสูง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย พวกเขาสามารถปรับราคาเฉลี่ยขึ้นได้มากกว่า 20% ส่งผลให้มีอัตรากำไรที่ดีขึ้น และมีส่วนสนับสนุนต่อมูลค่าโดยรวมของภาคส่วนนี้” เธอกล่าว
“ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ซึ่งตรงกับแคมเปญ Visit Malaysia 2026 เรามีโครงการริเริ่มมากมายที่กำลังดำเนินการอยู่ รวมถึงการร่วมมือกับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ เราตั้งเป้าไว้ที่จำนวนนักท่องเที่ยว 45 ล้านคน ดังนั้นเราจึงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อแนวโน้มการท่องเที่ยวออนไลน์” เธอกล่าว
สำหรับบริการทางการเงินดิจิทัล ชินกล่าวว่ากลุ่มบริการดังกล่าวยังคงมีการเติบโตสองหลักอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการชำระเงินดิจิทัลจะสูงถึง 213 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนในมูลค่าธุรกรรมรวมในปีนี้
เธอกล่าวว่าแรงผลักดันนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของมาเลเซียไปสู่การชำระเงินแบบไร้เงินสด โดยธนาคารกลางมาเลเซียรายงานว่ามีการใช้งานการชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ขณะเดียวกัน การยอมรับการชำระเงินข้ามพรมแดนก็ขยายตัวอย่างมากเช่นกัน โดยมาตรฐาน DuitNow QR สามารถใช้งานร่วมกันได้ในตลาดภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
บทวิเคราะห์ผลกระทบ
การที่มาเลเซียได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มี เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเพิ่มขึ้นของ Gross Merchandise Value (GMV) ถึง 19% ต่อปี (ตามรายงาน e-Conomy SEA Report 2025) ย่อมส่งผลกระทบและสร้างพลวัตใหม่ต่อประเทศไทยในฐานะคู่แข่งและคู่ค้าที่สำคัญในภูมิภาค
1. ผลกระทบเชิงท้าทายและการแข่งขัน (Challenges and Competition)
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมาเลเซียเป็นสัญญาณเตือนที่ประเทศไทยควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัล
1.1 การแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี (FDI Competition)
การดึงดูดเม็ดเงิน: การเป็นผู้นำด้านการเติบโตย่อมทำให้มาเลเซียมีศักยภาพสูงในการดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการลงทุนหลักในภูมิภาค
การพัฒนาบุคลากร: ความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีของมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านค่าตอบแทนและการดึงดูด บุคลากรดิจิทัลที่มีความสามารถ (Digital Talent) จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทย
1.2 การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยว (Tourism Market Share)
การแข่งขันด้านออนไลน์ ทราเวล: การที่ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ของมาเลเซียมีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค (19% GMV growth) และการผลักดันแคมเปญ Visit Malaysia 2026 พร้อมเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่สูงมาก อาจทำให้มาเลเซียแย่งส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยได้
การอำนวยความสะดวก: การปรับปรุงการเชื่อมต่อทางอากาศและการ ยกเว้นวีซ่า ของมาเลเซียเป็นกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยอาจต้องยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการท่องเที่ยวออนไลน์ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
1.3 การยกระดับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Platform Advancement)
นวัตกรรมดิจิทัล: การที่มาเลเซียมีการเติบโตในอีคอมเมิร์ซสูง (21% y-o-y) และมีการใช้ AI ในการแนะนำสินค้าและ Video Commerce อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่ล้ำหน้า ซึ่งแพลตฟอร์มไทยและผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวตามเพื่อให้สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคที่มาเลเซียเป็นฐานสำคัญได้
2. โอกาสและความร่วมมือ (Opportunities and Collaboration)
ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของมาเลเซียก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย
2.1 โอกาสในการค้าขายข้ามพรมแดน (Cross-Border E-Commerce)
ตลาดส่งออกดิจิทัล: เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว ย่อมหมายถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดมาเลเซียกลายเป็น ตลาดส่งออกดิจิทัล (Digital Export Market) ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่ไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น สินค้าฮาลาล อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าสุขภาพ
2.2 ความเชื่อมโยงด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Connectivity)
การชำระเงินข้ามพรมแดน: การขยายมาตรฐาน DuitNow QR ของมาเลเซีย และการที่ไทยมีระบบ PromptPay QR ที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว (Cross-Border QR Payment) จะช่วยเสริมให้ระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัลระหว่างสองประเทศมีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.3 การเรียนรู้และยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Learning and Infrastructure Uplift)
กรณีศึกษาการเติบโต: ไทยสามารถใช้มาเลเซียเป็นกรณีศึกษาเพื่อเรียนรู้ถึงปัจจัยความสำเร็จและนโยบายที่ขับเคลื่อนการเติบโตที่ 19% เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเอง
ความคิดเห็น สคต.
การที่ประเทศมาเลเซียได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่าการค้า (GMV) ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 ต่อปี (ตามรายงาน e-Conomy SEA Report 2025) ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญในประชาคมอาเซียน โดยสามารถวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าวออกเป็นสองมิติหลัก คือ ความท้าทายด้านการแข่งขัน และ โอกาสทางความร่วมมือและการขยายตลาด
ความท้าทายด้านการแข่งขันที่ประเทศไทยต้องเผชิญ
ประการแรก, ความเป็นผู้นำด้านการเติบโตทางดิจิทัลของมาเลเซียได้เพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันในการดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดย่อมดึงดูดเงินทุนและทรัพยากรบุคคลด้านเทคโนโลยี (Digital Talent) ที่มีคุณภาพสูงจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้าสู่มาเลเซีย ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับมาตรการจูงใจและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ประการที่สอง, การแข่งขันในภาคการท่องเที่ยวออนไลน์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากรายงานระบุว่าตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ของมาเลเซียมีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการผลักดันแคมเปญ Visit Malaysia 2026 ที่มุ่งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากประเทศไทยไม่เร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ให้รวดเร็วทันสถานการณ์ อาจทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มดิจิทัลให้กับมาเลเซียได้
ประการที่สาม, ในภาคอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของมาเลเซีย การใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการแนะนำสินค้าและการเติบโตของ Video Commerce ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการซื้อขาย หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวและใช้เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มและผู้ค้าชาวมาเลเซียที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้
โอกาสทางความร่วมมือและการขยายตลาดสำหรับประเทศไทย
ในทางกลับกัน ความรุ่งเรืองทางดิจิทัลของมาเลเซียก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับประเทศไทย ประการแรก, โอกาสที่ชัดเจนคือการขยายตลาด การส่งออกดิจิทัล เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ย่อมหมายถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้นในมาเลเซีย ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่มอาหาร สินค้าฮาลาล และสินค้าอุปโภคบริโภค สามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็วของมาเลเซียในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Cross-Border E-Commerce)
ประการที่สอง, ความร่วมมือด้านการเงินดิจิทัลจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น การขยายตัวของระบบการชำระเงิน DuitNow QR ของมาเลเซีย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับระบบ PromptPay QR ของไทยได้โดยตรง จะช่วยเสริมให้การค้าขาย การลงทุน และการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนมีความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการรวมตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
ประการที่สาม, มาเลเซียสามารถเป็น “กรณีศึกษา” และ “พันธมิตร” ในการพัฒนาเทคโนโลยีได้ รัฐบาลไทยและภาคเอกชนสามารถศึกษาโมเดลความสำเร็จของมาเลเซียในการใช้ AI และนโยบายส่งเสริม Video Commerce มาปรับใช้ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความร่วมมือในการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
อ่านข่าวฉบับเต็ม : มาเลเซียเป็นผู้นำการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
