หน้าแรกTrade insightอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล > ติดปีกอินเดีย …คาด FTA EU – อินเดียจะเสร็จสิ้นในปีนี้

ติดปีกอินเดีย …คาด FTA EU – อินเดียจะเสร็จสิ้นในปีนี้

เกือบสองทศวรรษนับตั้งแต่มีการเริ่มเจรจา FTA ครั้งแรกระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับอินเดีย ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ได้ข้อสรุปและเห็นว่า การเจรจาที่ยืดเยื้อนี้ใกล้จะบรรลุผลสำเร็จแล้ว โดยนาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (EU) และนาย Narendra Modi นายกรัฐมนตรีแห่งอินเดียตั้งเป้าที่จะให้สรุปการเจรจาฯ ภายในเก้าเดือนข้างหน้านี้ ซึ่งนาง von der Leyen กล่าวว่า  FTA ฉบับนี้จะถือเป็น “ข้อตกลง FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” และนาง von der Leyen เห็นด้วยกับนาย Modi ที่จะ “เร่งดำเนินการเพื่อให้เราบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้ในปีนี้” และในระหว่างการปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชนของนาย Modi ก็ได้มีการเน้นย้ำอีกครั้งว่า เขาได้สั่งให้ผู้เจรจาของฝั่งอินเดียเร่งสรุปข้อตกลง FTA ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับ EU ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้น ความมุ่งมั่นที่ชัดเจนของทั้ง 2 ฝ่าย ที่มีต่อข้อตกลงทำให้การเจรจาที่เคยเหมือนว่าจะหยุดชะงักไปแล้วนั้น กลับมามีแรงกระตุ้นใหม่อีกครั้ง โดยที่ผ่านมามีการประชุมเจรจาร่วมกันกว่า 9 รอบ แต่ก็แทบจะไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ที่ทำให้ Donald Trump ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีก 1 สมัย ได้สร้างความกลัวต่อข้อขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และสร้างความกังวลใจให้แก่อินเดียและ EU เป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนักที่จะให้เร่งบรรลุข้อตกลง FTA ให้ได้ ซึ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ของนาง von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการ EU ก่อนการพบปะกับนาย Modi ได้มีการบรรยายถึงสถานการณ์โลกที่ดูจะเลวร้าย ซึ่งเธอเชื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าวกำลังทำให้อินเดียและยุโรปเขยิบตัวเขาหากันมากขึ้น ทั้ง EU และอินเดียต่างก็กำลังเผชิญหน้ากับอุปสรรคด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) และภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomic) อย่างหนัก

นาง von der Leyen ยังได้กล่าวอีกว่า “ปัจจุบันเราทุกคนต่างเคยเห็นประเทศต่าง ๆ ใช้จุดแข็งของตนเป็นอาวุธโจมตีกัน เรากำลังเห็นแนวทางนี้ที่ก้าวร้าวมากขึ้นจากมหาอำนาจ โดยในโลกที่มีการแข่งขันที่รุนแรง (Hypercompetition) อย่างเช่นในปัจจุบันนี้” อินเดียและยุโรปมีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าที่จะแบ่งแยกผลประโยชน์ซ ซึ่ง “เราต่างมีสิ่งที่ต้องสูญเสียมากมายในโลกที่เต็มไปด้วยเขตอิทธิพล (Sphere of Influence) และแนวคิดเชิดชูลัทธิการอยู่โดดเดี่ยว (Isolationism)” นาง von der Leyen ซึ่งเดินทางไปยังประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกเป็นครั้งที่สามในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ EU ไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯ หรือจีนซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของอินเดีย อย่างไรก็ตาม นาง von der Leyen พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของ EU ว่าเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ โดบนาง von der Leyen กล่าวว่า “การแข่งขันของมหาอำนาจในรูปแบบใหม่ถือเป็นโอกาสสำหรับยุโรปและอินเดียที่จะปรับเปลี่ยนความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่าย” โดยนาง von der Leyen นักการเมืองสังกัดพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands) ยังได้เน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์กับอินเดียจะเป็น “หนึ่งในรากฐานของนโยบายต่างประเทศของยุโรป” ในปีหรือทศวรรษต่อ ๆ ไป ตามข้อมูลของคณะกรรมาธิการฯ ปัจจุบัน EU ถือว่าเป็นพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดียอยู่แล้ว ในปี 2023 ปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 124 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 90% จากทศวรรษที่แล้ว ขณะนี้มีบริษัทจาก EUประมาณ 6,000 ราย เข้าไปดำเนินกิจการอยู่ในอินเดีย นาง von der Leyen กล่าวว่า “แต่เราจะสามารถทำได้ดีมากกว่านี้มากหากสามารถปรับปรุงการเข้าถึงตลาด และขจัดอุปสรรคการค้า” การศึกษาวิจัยที่นำเสนอโดยรัฐสภายุโรปในปี 2020 ประเมินว่า การส่งออกจาก EU ไปอินเดียอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% หลังจากที่สรุปข้อตกลง FTA และการส่งออกของอินเดียไปยังยุโรปจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ใน 3 ด้วยเช่นกัน

การจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้จริงภายในสิ้นปีนี้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน  โดยกำหนดเวลาที่ทะเยอทะยานนี้ ได้เคยพลาดมาแล้วหลายครั้ง  ยกตัวอย่างเช่น ในารเจรจาการค้าระหว่าง สหราชอาณาจักรกับอินเดีย นาย Boris Johnson นาง Liz Truss และนาย Rishi Sunak นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ต่างก็สัญญาว่า การเจรจาจะสรุปได้ภายในไม่กี่เดือน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ แล้วเสร็จ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายพึ่งเริ่มการเจรจารอบใหม่อีกครั้ง ซึ่งในระหว่างการเจรจาการค้า นาย Modi ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการเปิดตลาดส่งออกใหม่สำหรับเศรษฐกิจของอินเดีย แต่ในขณะเดียวกับเขาก็ต้องการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศจากการแข่งขันระหว่างประเทศ เป้าหมายของเขา คือ การทำให้อินเดียกลายเป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วภายในวันครบรอบ 100 ปี การประกาศเอกราชในปี 2047 ให้ได้ โดยปัจจุบันอินเดียยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอัตราการเติบโตของประเทศราว 8% ได้ ซึ่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจต่างเชื่อว่า เป็นตัวเลขการขยายตัวที่มีความจำเป็น ตามข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 6.2% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยหลังจากที่ประเทศต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ การเติบโตฟื้นตัวในระดับนี้เรียกได้ว่า น้อยมาก นาง von der Leyen กล่าวว่า เธอต้องการขยายความร่วมมือกับอินเดียในภาคส่วนสำคัญ เช่น การพัฒนาและการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) นอกจากนี้ยังเสนอให้ทั้งสองฝ่ายขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง และการป้องกันประเทศตามแบบตัวอย่างพันธมิตรที่มีอยู่แล้วกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นาง von der Leyen เผยว่า กำลังมีการสำรวจความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ “ความร่วมมือนี้จะทำให้เราสามารถต่อสู้กับภัยคุกคามทั่วไปได้มากขึ้น” โดยเบื้องหลังการปรับนโยบายความมั่นคงของ EU ก็มีความต้องการที่จะแยกอินเดียออกจากความร่วมมือทางทหารที่ใกล้ชิดกับประเทศรัสเซียนั่นเอง โดยปัจจุบันรัสเซียเป็นผู้จำหน่ายอาวุธที่สำคัญที่สุดของอินเดีย แต่พันธมิตรอื่น ๆ ก็มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน นาง von der Leyen กล่าวว่า อินเดียกำลังจัดการประเด็นดังกล่าวอย่างหนักเพื่อ “เพิ่มความหลากหลายในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์” ในส่วนของสงครามที่ของรัสเซียรุกรานยูเครนนั้น อินเดียไม่ได้ออกมาประณามรัสเซียอย่างชัดเจน นาง von der Leyen ย้ำว่า การเจรจาในการสรรหาสันติภาพนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับการมีสันติภาพที่ยุติธรรมด้วย นาง von der Leyen ยกตัวอย่างข้อโต้แย้งที่สะท้อนกลับมาที่อินเดีย ซึ่งอินเดียเคยมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับเพื่อนบ้านอย่างจีน และปากีสถานอยู่บ่อยครั้ง โดยประเทศอื่น ๆ กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ประเทศเหล่านี้จะหนีรอดจากการรุกรานประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่ถูกลงโทษได้หรือไม่

 

จาก Handelsblatt 31 มีนาคม 2568

อ่านข่าวฉบับเต็ม : ติดปีกอินเดีย …คาด FTA EU – อินเดียจะเสร็จสิ้นในปีนี้

Login