ตลาดสินค้าเครื่องประดับในเนเธอร์แลนด์อยู่ในช่วงของการเติบโต มีความโดดเด่นด้วยมูลค่าการค้าปลีกที่สูงถึง 1 พันล้านยูโรในปี 2566 มีการขยายตัวร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่องไปถึง 1.3 พันล้านยูโรภายในปี 2571 ซึ่งสะท้อนถึงอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 4 ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหลักคือ เครื่องประดับ Fine Jewelry ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการใช้จ่ายของผู้บริโภคส่วนใหญ่ การเติบโตของกำลังซื้ออันเนื่องมาจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าระดับเป้าหมาย ยังคงเป็นปัจจัยที่มีความท้าทายต่อการเติบโตของตลาดสินค้าเครื่องประดับในเนเธอร์แลนด์
แม้ว่ากลุ่ม Fine Jewelry จะเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ขับเคลื่อนตลาดเครื่องประดับโดยรวม แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเนเธอร์แลนด์ต้องประหยัดมัธยัสถ์มากขึ้น ลดการใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือยลง ส่งผลให้เครื่องประดับในกลุ่ม Demi-Fine Jewelry ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับเงินและทองเหลือง (HS711311) เป็นกลุ่มเครื่องประดับที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในตลาด Demi-Fine Jewelry ของเนเธอร์แลนด์
พฤติกรรมผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์
ผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับเครื่องประดับ Demi-Fine Jewelry ที่ผสมผสานคุณภาพงานฝีมือกับการออกแบบที่ทันสมัย และเครื่องประดับที่สามารถออกแบบหรือปรับแต่งได้ตามความต้องการส่วนบุคคล (Personalized Pieces) ทำให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันและโอกาสพิเศษต่างๆ และยังให้ความสำคัญและความใส่ใจในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งสะท้อนค่านิยมของผู้บริโภคที่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในตลาดยุโรปรวมถึงเนเธอรแลนด์ เครื่องประดับเงินเป็นเครื่องประดับที่ผู้บริโภคมองว่าเป็น Affordable Luxury เป็นเครื่องประดับที่ผู้บริโภคสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน เป็น Minimalist Styles และเป็นเครื่องประดับที่ผู้บริโภคซื้อให้เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ได้
เทรนด์เครื่องประดับในตลาดเนเธอร์แลนด์ ผู้บริโภคจะเน้นเรื่องความสวยงามโดดเด่นที่แสดงออกถึงตัวตน การผสมผสานสไตล์อย่างสร้างสรรค์ และ Minimalist Styles โดยเทรนด์เครื่องประดับหลักที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ได้แก่
-
Statement Earringsต่างหูขนาดใหญ่และโดดเด่นยังคงเป็นที่นิยม ด้วยการออกแบบที่สะดุดตา เช่น การใช้จี้ขนาดใหญ่ สีสันสดใส หรือรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความประทับใจ
-
Large Beadsลูกปัดขนาดใหญ่หลากหลายสีสันและวัสดุกำลังกลับมาเป็นเทรนด์สำคัญ โดยเฉพาะสร้อยข้อมือลูกปัดแก้ว หรือสร้อยคอขนาดใหญ่ ซึ่งให้กลิ่นอายแบบ Boho Chic
-
Pearls: Timeless and Yet Contemporary ไข่มุกก็ถูกนำมาออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยผสมผสานกับวัสดุอื่นๆ เช่น โลหะเงิน ทอง หรือลูกปัดหลากสี สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมสมัย
-
Stacking เทรนด์การสวมใส่เครื่องประดับหลายชิ้นพร้อมกัน หรือ Stacking เติบโตขึ้นอย่างมาก ผู้บริโภคนิยมสวมสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือที่มีความยาวและสไตล์ที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน เช่น การผสมผสานโซ่ ลูกปัด หรือจี้ เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
-
Silver Is the New Gold โลหะเงินกำลังกลับมามีบทบาทสำคัญและเป็นที่นิยม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโทนผิวสว่างและผมสีอ่อน เนื่องจากเงินสามารถช่วยขับผิวให้ดูสว่างและสวยงามขึ้น
-
Personalized Jewelryเครื่องประดับส่วนบุคคลยังคงเป็นที่ต้องการในปัจจุบัน โดยเฉพาะสร้อยที่มีอักษรย่อเพื่อบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวและเพิ่มคุณค่าทางจิตใจและอารมณ์
-
Mix & Match สำหรับเทรนด์ Mix & Match นี้ ผู้บริโภคจะเน้นการผสมผสานสไตล์ สีสัน และวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมีอิสระ เพื่อสร้างสรรค์เครื่องประดับที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่เป็นส่วนตัวและไม่เหมือนใคร
ผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และ Generation Z กำลังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนตลาดเครื่องประดับของเนเธอร์แลนด์ กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ดังนั้น การใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่แข็งแกร่ง การร่วมมือกับผู้มีอิทธิพล (Influencer Partnerships) และการสร้างการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแบรนด์ต่างๆ ในการเข้าถึงและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างความสัมพันธ์และความภักดีต่อแบรนด์ในผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดปัจจุบัน
พฤติกรรมการซื้อเครื่องประดับของผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์สะท้อนถึงค่านิยมที่หลากหลาย โดยมีแรงจูงใจหลักในการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับ ดังนี้
-
ความต้องการ Affordable Luxuryผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังมองหาเครื่องประดับคุณภาพสูงที่ใช้วัสดุที่ดีเยี่ยมในราคาที่ย่อมเยากว่าเครื่องประดับประเภท Fine Jewelry ซึ่งตอบโจทย์การสวมใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในโอกาสพิเศษต่างๆ ได้อย่างลงตัว
-
การแสดงออกถึงตัวตนและความเป็นปัจเจกบุคคล ผู้บริโภคมองหาเครื่องประดับที่สามารถสะท้อนสไตล์ส่วนตัวและบุคลิกภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้อย่างชัดเจนและโดดเด่น
-
การปรับแต่งและผสมผสาน (Personalization & Versatility) แนวโน้มการเลือกใช้เครื่องประดับที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ อาทิ การแกะสลักหรือการเพิ่มอักษรย่อ ตลอดจนการนำเครื่องประดับหลากหลายชิ้นมาผสมผสานหรือซ้อนกันเป็นชั้นหรือซ้อนกันหลายชิ้น (Stacking) เพื่อสร้างสรรค์เครื่องประดับที่แสดงถึงภาพลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร
-
ความยั่งยืนและจริยธรรม ผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์มีความตระหนักรู้ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์จึงให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อเครื่องประดับที่ผลิตจากวัสดุที่มีความยั่งยืน มีแหล่งที่มาที่โปร่งใส และผ่านกระบวนการผลิตที่มีจริยธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าเครื่องประดับในปัจจุบัน
-
คุณภาพและงานฝีมือ แม้ว่าผู้บริโภคจะมองหาความคุ้มค่า แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับคุณภาพของวัสดุและฝีมือการผลิตที่ประณีตสวยงาม เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องประดับที่ได้มานั้นจะมีความทนทานและคงความสวยงามคุ้มค่ากับการลงทุน
-
อิทธิพลของแพลตฟอร์มออนไลน์ การเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและรีวิวจากผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ส่งผลต่อกระบวนการค้นหาและการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสรุปแล้ว ผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ กำลังมองหาเครื่องประดับที่สามารถสะท้อนตัวตนได้เป็นอย่างดี มีความยั่งยืน และสามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้น แบรนด์ที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ผ่านการออกแบบเครื่องประดับที่เป็นเอกลักษณ์ มีกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเป้า และการดำเนินการในทุกขั้นตอนการผลิตที่โปร่งใส ย่อมมีโอกาสทางการตลาดและมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในตลาดเครื่องประดับของเนเธอร์แลนด์
การแข่งขันในตลาดสินค้าเครื่องประดับของเนเธอร์แลนด์
ผู้ค้าปลีกหลักในตลาดสินค้าเครื่องประดับเนเธอร์แลนด์ ได้แก่
-
Lucardi เป็นผู้ค้าปลีกที่มีบทบาทโดดเด่นในตลาดเครื่องประดับที่เข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องประดับทองและเงิน Lucardi มีเครือข่ายร้านค้าที่กว้างขวางครอบคลุมกว่า 125 สาขา (Stores) และขึ้นชื่อเรื่องราคาที่สามารถจับต้องได้ ทำให้เป็นผู้ค้าปลีกรายสำคัญในการนำเสนอเครื่องประดับเงินและทองเหลืองในตลาดเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ เว็บไซต์ Lucardi.nl ยังติดอันดับเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมสูงสุดสำหรับสินค้าเครื่องประดับในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง
-
Siebel Juweliers เป็นหนึ่งใน Chain ร้านเครื่องประดับขนาดใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ มีสาขาจำนวน 46 แห่ง แม้จะนำเสนอเครื่องประดับหลากหลายระดับ รวมถึงชิ้นงานดีไซเนอร์ (Designer Pieces) แต่ก็มีส่วนแบ่งในตลาดเครื่องประดับที่มีราคาเข้าถึงได้และเป็นที่นิยมเช่นกัน ทำให้มีบทบาทสำคัญในการกระจายเครื่องประดับที่หลากหลายรูปแบบให้แก่ผู้บริโภค
-
MyJewellery เป็น Chain ร้านเครื่องประดับแฟชั่น (Fashion Jewelry Chain) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีร้านค้ากว่า 30 แห่ง อีกทั้งยังจำหน่ายในร้านค้าพันธมิตรมากกว่า 400 แห่งในเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นเครื่องประดับแฟชั่น จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเน้นการใช้วัสดุ เช่น เงินและทองเหลือง หรือวัสดุผสมอื่นๆ ที่มีราคาจับต้องได้ ทำให้เป็นผู้ค้าปลีกที่สำคัญในกลุ่มเครื่องประดับ Demi-Fine และ Costume Jewelry
-
Pandora เป็นแบรนด์ระดับโลกที่โด่งดังเรื่อง Charm Bracelets ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วัสดุเงินเป็นหลัก Pandora มีร้านค้าปลีกของตนเอง และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องประดับเงินและตลาดเครื่องประดับโดยรวมได้อย่างต่อเนื่อง
-
ผู้ค้าปลีกออนไลน์และแบรนด์ที่เน้นราคาที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ การเติบโตของการค้าออนไลน์ ทำให้แบรนด์ Brandfield และ Thelittlegreenbag (ซึ่งติดอันดับผู้ค้าปลีกออนไลน์ชั้นนำ) รวมถึงเว็บไซต์เฉพาะทาง เช่น Juulry, NOLA AMSTERDAM และ Lillys amsterdam มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอเครื่องประดับเงินและเครื่องประดับแฟชั่นให้แก่ผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์โดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมี Chain ร้านค้าแฟชั่นทั่วไป อย่าง Primark, H&M, Zara และร้านขายเครื่องประดับแฟชั่น เช่น Claire’s, Accessorize, Bijou Brigitte, SIX และ Zinzi ที่จำหน่าย Costume Jewelry ซึ่งมักจะมีเครื่องประดับทองเหลืองและโลหะผสมอื่นๆ วางจำหน่ายด้วย
ทั้งนี้ จากการจัดอันดับเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในหมวดหมู่เครื่องประดับและสินค้าหรูหราในประเทศเนเธอร์แลนด์ ประจำเดือนมิถุนายน 2568 โดย Similar Web พบว่าเว็บไซต์ 5 อันดับแรกที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด คือ lucardi.nl รองลงมา คือ thelittlegreenbag.nl, pandora.net, chrono24.nl และ brandfield.nl
Top Websites Ranking : Most Visited Jewelry and Luxury Products Websites in Netherlands (June 2025)

ที่มารูปภาพ : similarweb
(https://www.similarweb.com/top-websites/netherlands/lifestyle/jewelry-and-luxury-products/)
โอกาสและความท้าทายของสินค้าเครื่องประดับเงินและทองเหลืองของไทย
ตลาดเครื่องประดับของเนเธอร์แลนด์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง ด้วยมูลค่าการค้าปลีกถึง 1 พันล้านยูโรในปี 2566 และคาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นเป็น 1.3 พันล้านยูโรภายในปี 2571 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการสินค้าที่ต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม เครื่องประดับเงินยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดเนเธอร์แลนด์ ควบคู่ไปกับเครื่องประดับทองคำ
การส่งออกสินค้าเครื่องประดับเงินและทองเหลืองจากไทยไปยังเนเธอร์แลนด์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2024 การนำเข้าสินค้าเครื่องประดับเงินและทองเหลืองจากไทยมายังเนเธอร์แลนด์มีมูลค่าสูงถึง 1.05 ล้านยูโร คิดเป็นปริมาณรวม 481 กิโลกรัม ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องประดับเงินของไทยในตลาดเนเธอร์แลนด์ การเติบโตนี้สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเครื่องประดับเงินจากประเทศไทยในกลุ่มผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์ รวมถึงความเชื่อมั่นในฝีมือของผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทยและความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องประดับของไทย และขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเครื่องประดับเงินของไทยในตลาดเนเธอร์แลนด์

ที่มารูปภาพ : European Commission (Access2Markets)
ผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญอย่างมากกับความยั่งยืนและจริยธรรมในกระบวนการผลิต เครื่องประดับที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหรือมาจากแหล่งที่มีความยั่งยืนกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญและเน้นย้ำถึงแนวปฏิบัติเหล่านี้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งทำการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูล
สำหรับด้านดีไซน์ ตลาดเนเธอร์แลนด์ให้ความสนใจกับรูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่ มินิมอลดีไซน์ (Minimalist Design) แต่มีความโดดเด่น การสวมเครื่องประดับแบบเลเยอร์ (Layered Chains) หรือการสวมแหวนซ้อน (Stacked Rings) เครื่องประดับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ลวดลายใบไม้ ดอกไม้ รวมถึงการผสมผสานโลหะต่างชนิดเข้าด้วยกัน เช่น การใช้เงิน ทอง และโรสโกลด์ในชิ้นเดียว นอกจากนี้ เครื่องประดับเฉพาะบุคคล (Personalized Jewelry) อย่างการสลักชื่อหรือการใช้หินประจำเดือนเกิด ตลอดจนดีไซน์ที่ได้รับอิทธิพลจาก Vintage และ Art Deco ก็เป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการเช่นกัน
สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย ตลาดค้าปลีกออนไลน์ในเนเธอร์แลนด์กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการไทยจึงควรพิจารณาเข้าสู่แพลตฟอร์ม E-commerce หรือสร้างความร่วมมือกับผู้ค้าปลีกออนไลน์ในประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ อาทิ Millennials และ Gen Z นับเป็นเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากโซเชียลมีเดีย และมีความสนใจเป็นพิเศษในเครื่องประดับที่สามารถสั่งทำเฉพาะบุคคลได้ ด้วยเหตุนี้ การทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจละเลยได้เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและประสบความสำเร็จในตลาด
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเนเธอร์แลนด์จะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แต่ผู้ส่งออกสินค้าเครื่องประดับเงินและทองเหลืองของไทยก็จะต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการในตลาดเนเธอร์แลนด์ โดยความท้าทายหลักคือ กฎระเบียบและมาตรฐานของสหภาพยุโรปที่เข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องสารอันตราย เช่น นิกเกิล แคดเมียม และตะกั่ว ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอาการแพ้หรืออันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ผู้ส่งออกต้องมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานและมีใบรับรองการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง การทำเครื่องหมาย (Hallmarking) ก็เป็นข้อบังคับสำหรับเครื่องประดับเงินที่จำหน่ายในเนเธอร์แลนด์ เช่น Sterling Silver ต้องมีเครื่องหมาย 925 เพื่อระบุความบริสุทธิ์ของโลหะ
นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือ กฎระเบียบว่าด้วยความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทั่วไป (General Product Safety Regulation – GPSR) ซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ส่งออกต้องรับผิดชอบมากขึ้นในการรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ รวมถึงคำเตือนด้านความปลอดภัยหากมีชิ้นส่วนเล็กๆ หรือความเสี่ยงอื่นๆ การมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัสดุและกระบวนการผลิตเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านจริยธรรมและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น
อีกหนึ่งความท้าทายคือ การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเครื่องประดับเงิน ไม่ใช่แค่จากผู้ผลิตในสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการผลิตสูงอย่างอินเดียและจีน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าและสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากกว่า ความผันผวนของรสนิยมและเทรนด์ของผู้บริโภคก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผู้ประกอบการควรจะต้องติดตามเทรนด์และปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ล่าสุดของตลาด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความนิยมและยอดขายสินค้าได้
นอกจากนี้ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และค่าเงิน ก็อาจเป็นอุปสรรคและความท้าทายสำคัญ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและเงินยูโรอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร และหากเศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์ชะลอตัว ผู้บริโภคอาจลดหรือชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเครื่องประดับลงซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเครื่องประดับของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มาตรฐานสินค้า กฎระเบียบการนำเข้าสินค้าเครื่องประดับ
-
ขั้นตอนศุลกากรและเอกสาร
-
ข้อกำหนดหมายเลข EORI และใบขนสินค้าขาเข้า
การนำเข้าเครื่องประดับจากประเทศนอกสหภาพยุโรปมายังเนเธอร์แลนด์ ผู้ประกอบการจะต้องยื่นใบขนสินค้าขาเข้าต่อกรมศุลกากรเนเธอร์แลนด์ ในขั้นตอนนี้ หมายเลข EORI (Economic Operators Registration and Identification) ซึ่งเป็นรหัสประจำตัวที่กำหนดโดยหน่วยงานศุลกากรในสหภาพยุโรปเพื่อใช้ระบุตัวตนผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจ (Economic Operator) ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการติดต่อกับหน่วยงานศุลกากร โดยทั่วไปแล้ว ผู้ขนส่งสินค้า (Carrier) หรือตัวแทนศุลกากร (Customs Agent) จะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าในนามของผู้นำเข้า ซึ่งอาจมีค่าธรรมเนียมในการให้บริการและอาจรวมถึงการชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ล่วงหน้า เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎระเบียบ
2) อากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับเครื่องประดับภายใต้พิกัดศุลกากร HS711311
การนำเข้าเครื่องประดับภายใต้พิกัดศุลกากร HS711311 จากไทยมายังเนเธอร์แลนด์ ผู้นำเข้าจะต้องพิจารณาภาษีหลัก 2 ประเภท ได้แก่ ภาษีศุลกากร (Customs Duty) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ภาษีศุลกากร (Customs Duty)
อัตราภาษีศุลกากรจะถูกกำหนดตามรหัสพิกัดสินค้า (HS Code) ซึ่งเป็นระบบการจำแนกประเภทสินค้าที่เป็นมาตรฐานสากล ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรหัสพิกัดสินค้าและอัตราอากรที่เกี่ยวข้องได้จากฐานข้อมูลของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อความถูกต้องในการนำเข้าและส่งออกสินค้า

ที่มารูปภาพ : European Commission (Access2Markets)
อัตราอากรขาเข้าสำหรับเครื่องประดับภายใต้พิกัดศุลกากร HS711311 ที่นำเข้าจากประเทศไทยมายังเนเธอร์แลนด์จะถูกเรียกเก็บที่ร้อยละ 2.50 อัตรานี้เป็นค่าเริ่มต้นที่ใช้ภายใต้หลักการ “Erga Omnes” ซึ่งหมายถึงการบังคับใช้มาตรการหรือกฎระเบียบกับทุกประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติเพื่อความเท่าเทียมและยุติธรรมในการดำเนินการทางการค้า อัตราภาษีนี้จัดอยู่ในประเภท “Third Country Duty” ซึ่งเป็นอัตราภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บจากสินค้าที่มาจากประเทศนอกสหภาพยุโรป (EU) และไม่มีข้อตกลงทางการค้าพิเศษใดๆ อัตราดังกล่าวจะถูกนำมาใช้หากไม่มีข้อกำหนดเฉพาะหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีพิเศษอื่นๆ ที่ได้รับจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax – VAT)

ที่มารูปภาพ : European Commission (Access2Markets)
นอกเหนือจากอากรขาเข้าแล้ว การนำเข้าเครื่องประดับภายใต้พิกัดศุลกากร HS711311 จากประเทศไทยมายังเนเธอร์แลนด์ จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของเนเธอร์แลนด์ในอัตรามาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 21 อัตรานี้จะถูกคำนวณจากมูลค่าของสินค้าบวกกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยจนถึงพรมแดนสหภาพยุโรป
-
กฎระเบียบของสหภาพยุโรป : ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และข้อจำกัดทางเคมี
1) กฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทั่วไป (General Product Safety Regulation : GPSR)
ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2567 กฎระเบียบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทั่วไป (GPSR) ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) 2023/988 ได้มีผลบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่ไม่ใช่อาหารทั้งหมด รวมถึงเครื่องประดับที่จำหน่ายในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ซึ่งครอบคลุมประเทศในสหภาพยุโรป นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์
GPSR ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน การรับรองว่าเครื่องประดับมีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของ GPSR โดยมีข้อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องมีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์จะต้องมีการตรวจสอบว่าวัสดุที่ใช้ผลิตเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรป มีการทดสอบผลิตภัณฑ์โดยห้องปฏิบัติการบุคคลที่สามเพื่อยืนยันการปฏิบัติตามข้อกำหนด มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด ผู้ผลิต (ชื่อธุรกิจหรือชื่อแบรนด์) ข้อมูลการติดต่อ และอาจมีคำเตือนด้านความปลอดภัยบนบรรจุภัณฑ์หากเครื่องประดับมีชิ้นส่วนขนาดเล็กที่อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ที่บกพร่อง ซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บส่วนบุคคลและความเสียหายต่อทรัพย์สิน
2) กฎระเบียบ REACH (Registration, Evaluation, Authorization and Restriction of Chemicals)
เนื่องจากเครื่องประดับเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราสวมใส่และสัมผัสกับผิวหนังโดยตรงเป็นเวลานาน สหภาพยุโรปจึงได้การกำหนดกฎระเบียบเพื่อควบคุมสารเคมีที่เข้มงวดมากภายใต้ Regulation (EC) No 1907/2006 concerning the Registration, Evaluation, Authorization and Restriction of Chemicals (REACH) กฎระเบียบ REACH เป็นกฎระเบียบเกี่ยวกับการจดทะเบียน การประเมิน การอนุญาต และการจำกัดสารเคมี มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้สารเคมีในยุโรป เพื่อรับประกันการป้องกันความเสี่ยงในระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี และมุ่งปกป้องผู้บริโภคจากอันตรายของสารเคมี โดยมีสารเคมีสำคัญที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวดในเครื่องประดับ ดังนี้
-
ตะกั่ว (Lead) : สหภาพยุโรปจำกัดปริมาณตะกั่วและสารประกอบตะกั่วในแต่ละชิ้นส่วนของเครื่องประดับไว้อย่างชัดเจน โดยจะต้องมีปริมาณตะกั่วไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก (500 ppm) ตามที่กำหนดใน REACH Annex XVII Entry 63 การควบคุมนี้เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับเครื่องประดับและชิ้นส่วนที่เด็กอาจนำเข้าปากได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับวัสดุบางชนิด เช่น แก้วคริสตัล หรือหินธรรมชาติ
-
แคดเมียม (Cadmium) : ปริมาณแคดเมียมและสารประกอบแคดเมียมในเครื่องประดับก็ถูกจำกัดเช่นกัน โดยชิ้นส่วนโลหะและส่วนประกอบโลหะอื่นๆ ทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับจะต้องมีแคดเมียมไม่เกินร้อยละ 0.01 ของน้ำหนัก (100 ppm) ตาม REACH Annex XVII Entry 23 มีเพียงของเก่าที่พิสูจน์ได้ว่ามีอายุมากกว่า 50 ปี หรือวางจำหน่ายในตลาดก่อนเดือนมกราคม 2555 เท่านั้นที่ได้รับการยกเว้น
-
นิกเกิล (Nickel) : สหภาพยุโรปมีข้อจำกัดที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการปลดปล่อย (Release) นิกเกิลเพื่อป้องกันการแพ้บนผิวหนัง เนื่องจากนิกเกิลที่ซึมออกมาจากเครื่องประดับเมื่อสัมผัสกับผิวหนังสามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ในคนจำนวนมาก ข้อจำกัดนี้ระบุไว้ใน REACH Annex XVII Entry 27 ซึ่งรวมเนื้อหาจาก Directive 94/27/EC (the Nickel Directive) ไว้ด้วย โดยมีข้อกำหนดเฉพาะดังนี้
-
สำหรับเครื่องประดับที่ใส่ในส่วนที่เจาะตามร่างกาย เช่น ต่างหู การปลดปล่อยนิกเกิลต้องน้อยกว่า 0.2 ไมโครกรัมต่อตารางเซนติเมตรต่อสัปดาห์ (0.2 µg/cm²/week)
-
สำหรับเครื่องประดับอื่นๆ ที่สัมผัสผิวหนังเป็นเวลานาน เช่น สร้อยคอ กำไล แหวน หรือตัวเรือนนาฬิกา การปลดปล่อยนิกเกิลต้องน้อยกว่า 0.5 ไมโครกรัมต่อตารางเซนติเมตรต่อสัปดาห์ (0.5 µg/cm²/week)
เพื่อให้เครื่องประดับสามารถจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างถูกต้อง ผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดสำคัญเหล่านี้อย่างเคร่งครัด
1. ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจำเป็นต้องเข้าใจถึงสารอันตรายต่างๆ และต้องตรวจสอบว่าเครื่องประดับนั้นมีสารที่เป็น Substances of Very High Concern (SVHCs) หรือไม่
2. ผู้ผลิตและผู้ส่งออกควรเลือกซัพพลายเออร์วัตถุดิบที่เชื่อถือได้ มีความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบ REACH ของยุโรปอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจรวมถึงการขอเอกสารรับรองจากซัพพลายเออร์เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
3. การทดสอบสินค้าในห้องปฏิบัติการที่เป็นกลางมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าปริมาณสารตะกั่ว แคดเมียม และการปลดปล่อยนิกเกิลเป็นไปตามที่กฎระเบียบกำหนด รวมถึงการประทับตราเครื่องหมายรับรองความบริสุทธิ์ (ถ้ามี) ซึ่งการทดสอบนี้ควรดำเนินการก่อนการส่งออก
4. การบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับวัสดุและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงต้องมีการเก็บรักษาเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
3) ข้อกำหนดการประทับตราเครื่องหมายรับรองความบริสุทธิ์สำหรับเครื่องประดับเงินในเนเธอร์แลนด์
ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เครื่องประดับที่ผลิตจากเงินจะสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้ก็ต่อเมื่อมีเครื่องหมายรับรองความบริสุทธิ์อย่างน้อยสองแบบ ได้แก่ เครื่องหมายความบริสุทธิ์ (Fineness Mark) ซึ่งระบุประเภทและระดับความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่า และเครื่องหมายผู้รับผิดชอบ (Sponsor’s Mark) ที่ระบุผู้ที่รับผิดชอบในการนำเครื่องประดับออกสู่ตลาด แต่เครื่องประดับที่มีปริมาณเงินน้อยกว่า 8 กรัม จะได้รับการยกเว้นจากการประทับตราเครื่องหมายรับรองความบริสุทธิ์นี้
ในกรณีที่เครื่องประดับเงินถูกนำเข้าสู่เนเธอร์แลนด์จากประเทศนอกสหภาพยุโรป และไม่มีเครื่องหมายควบคุมร่วม (CCM) หรือเครื่องหมายรับรองความบริสุทธิ์ที่ได้รับการยอมรับในเนเธอร์แลนด์ ผู้ส่งออกจะต้องส่งเครื่องประดับดังกล่าวไปยังหนึ่งในสองสำนักงานตรวจสอบอย่างเป็นทางการของเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ WaarborgHolland หรือ Edelmetaal Waarborg Nederland เพื่อดำเนินการตรวจสอบและประทับตราเครื่องหมายรับรองความบริสุทธิ์ให้ถูกต้อง หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ จะทำให้ไม่สามารถจำหน่ายเครื่องประดับดังกล่าวในเนเธอร์แลนด์ได้อย่างถูกกฎหมาย
4) กฎระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกเหนือจากกฎระเบียบและข้อกำหนดข้างต้นแล้ว สำหรับผู้ส่งออกเครื่องประดับที่มีส่วนประกอบจากพืชหรือสัตว์ป่า รวมถึงเครื่องประดับที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ควรพิจารณารายละเอียดดังนี้
-
อนุสัญญา CITES (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora)
สำหรับการส่งออกเครื่องประดับที่มีส่วนประกอบจากพืชหรือสัตว์ป่า ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเข้าใจและปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญา CITES อย่างเคร่งครัด หากเครื่องประดับมีส่วนประกอบจากธรรมชาติ เช่น เปลือกหอย ปะการัง ไข่มุกบางชนิด หรือไม้ ผู้ส่งออกจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวัสดุเหล่านี้ไม่ได้มาจากสัตว์ป่าหรือพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ และต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการนำเข้าที่เกี่ยวข้องของประเทศปลายทาง
-
กฎระเบียบ (EU) 2019/880 ว่าด้วยสินค้าวัฒนธรรม
กฎระเบียบนี้กำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าหรือใบแจ้งผู้นำเข้าสำหรับวัตถุโบราณ หรือเครื่องประดับแบบดั้งเดิม (Traditional Jewelry) ที่มีอายุมากกว่า 250 ปี ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักฐานการส่งออกหรือการครอบครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าข้อกำหนดนี้อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องประดับเงินและทองเหลืองที่ผลิตขึ้นใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทราบ หากเครื่องประดับนั้นมีการนำส่วนประกอบโบราณหรือส่วนประกอบที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
-
ข้อกำหนด “บุคคลผู้รับผิดชอบ” สำหรับผู้นำเข้านอกสหภาพยุโรป
ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่ใช่อาหารซึ่งไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรปจะไม่สามารถส่งสินค้าโดยตรงให้กับลูกค้าในภูมิภาคยุโรปได้อีกต่อไป หากไม่ได้แต่งตั้ง “บุคคลผู้รับผิดชอบ” (Responsible Person – RP) ภายในสหภาพยุโรป
บุคคลผู้รับผิดชอบ คือ ผู้ที่ต้องดูแลและตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้านั้นเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของกลุ่มประเทศสมาชิก โดย RP อาจเป็นผู้นำเข้า ผู้ให้บริการจัดส่ง ผู้ให้บริการคลังสินค้าที่จัดเก็บสินค้าในยุโรป หรือตัวแทนที่ได้รับอนุญาตซึ่งได้รับการว่าจ้างให้ดูแลเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบโดยเฉพาะ หน้าที่สำคัญของ RP คือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้านั้นปลอดภัยตามมาตรฐานสหภาพยุโรป เก็บรักษาเอกสารความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น ไฟล์ทางเทคนิค และประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น หากไม่มี RP สินค้านั้นจะไม่สามารถเข้าสู่ตลาดภายในสหภาพยุโรปได้อย่างถูกกฎหมาย
ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ให้บริการตัวแทนที่ได้รับอนุญาตในสหภาพยุโรปสำหรับผู้ผลิตที่อยู่นอกสหภาพยุโรป เช่น บริษัท ProductIP บริษัท 24hour-AR บริษัท AR Experts และ บริษัท Certiverso บริการของบริษัทเหล่านี้มักจะครอบคลุมถึงการจัดหาที่ตั้งในยุโรป การตรวจสอบเอกสารทางเทคนิค การสื่อสารกับหน่วยงาน และการเก็บรักษาไฟล์ทางเทคนิค
ข้อกำหนดบุคคลผู้รับผิดชอบถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้การขายสินค้าโดยตรงจากประเทศนอกสหภาพยุโรปไปยังสหภาพยุโรปเป็นไปไม่ได้ตามกฎหมายหากไม่มีการแต่งตั้ง RP ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งออกจึงต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าจะร่วมมือกับผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายในสหภาพยุโรปให้ทำหน้าที่เป็น RP หรือว่าจ้างบริการตัวแทนที่ได้รับอนุญาตโดยเฉพาะ แม้ว่าการดำเนินการนี้จะเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการเข้าถึงตลาดของสหภาพยุโรป
ข้อควรระวังและคำแนะนำสำหรับผู้ส่งออกในการเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์
1) ยกระดับคุณค่าด้วยความยั่งยืนและจริยธรรม
ในตลาดที่ผู้บริโภคใส่ใจประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านแนวคิดความยั่งยืนและจริยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้ส่งออกควรให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการดูแลสวัสดิภาพของแรงงานตลอดห่วงโซ่การผลิต สิ่งสำคัญคือต้องมีเอกสารยืนยันและสื่อสารจุดเด่นเหล่านี้อย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความแตกต่างให้กับแบรนด์ การเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการผลิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมจะช่วยเพิ่มมูลค่าและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์ได้เป็นอย่างดี
2) เกาะติดเทรนด์และสร้างสรรค์ดีไซน์ใหม่ๆ
ตลาดเครื่องประดับมีการแข่งขันสูง ดังนั้น การลงทุนในการวิจัยตลาดและสร้างสรรค์ดีไซน์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ส่งออกควรศึกษาและทำความเข้าใจรสนิยมของกลุ่มผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์ เพื่อสามารถนำเสนอรูปแบบเครื่องประดับที่ได้รับความนิยม การปรับตัวให้ทันกับกระแสและนำเสนอนวัตกรรมด้านดีไซน์จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้
3) ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานของสหภาพยุโรปอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ ผู้ส่งออกควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้นำเข้าในเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้มั่นใจในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การติดฉลาก และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของแหล่งที่มาและกระบวนการผลิต
4) ใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัลและเจาะตลาดกลุ่มใหม่
เนื่องจากช่องทางการค้าปลีกออนไลน์กำลังเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ผู้ส่งออกไทยควรใช้ช่องทางดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยพิจารณาสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตนเองหรือร่วมมือกับผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่มีชื่อเสียงและมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในเนเธอร์แลนด์ เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
การเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ การทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมและธุรกิจอย่างถ่องแท้ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับพลวัตของตลาด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินของไทยสามารถวางแผนและปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าสู่ตลาดเนเธอร์แลนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
งานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเครื่องประดับที่เหมาะสมจะเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายและเข้าใจตลาดสินค้าเครื่องประดับในเนเธอร์แลนด์ได้มากขึ้น งานแสดงสินค้าเครื่องประดับส่วนใหญ่ในเนเธอร์แลนด์มักเน้นตลาดภายในประเทศเป็นหลัก
-
Het Juweel Sparrendaal เป็นงานแสดงสินค้าเครื่องประดับที่เน้นประสบการณ์ส่วนตัวในบรรยากาศหรูหรา มีความหลากหลายสไตล์ของเครื่องประดับและนาฬิกา ทั้งแบบโบราณและแบบร่วมสมัย เครื่องประดับทุกรสนิยมและงบประมาณ เป็นโอกาสที่ดีในการพบปะผู้ค้าปลีกและผู้ซื้อรายย่อยในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการมาก สามารถพูดคุยกับผู้จัดแสดงสินค้าที่พร้อมแบ่งปันความรู้และความหลงใหลเกี่ยวกับสินค้าและข้อมูลตลาด แม้งานนี้จะมีการเข้าร่วมจากต่างชาติบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่จะเน้นตลาดภายในประเทศเป็นสำคัญ
-
สถานที่ : Estate Sparrendaal, Driebergen
-
ช่วงเวลา : 5-7 มิถุนายน 2569
-
Retailbeurs เป็นงานแสดงสินค้าที่ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทสำหรับธุรกิจค้าปลีก รวมถึงหมวดเครื่องประดับ เป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการจะสามารถสำรวจภาพรวมของตลาดค้าปลีกในเนเธอร์แลนด์ และสร้างเครือข่ายกับผู้ค้าปลีกในประเทศที่มองหาสินค้าคุณภาพ งานนี้มีลักษณะเน้นตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยงานนี้จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง แบ่งออกเป็น Autumn/Winter Edition และ Spring/Summer Edition
-
สถานที่ : Jaarbeurs, Utrecht
-
ช่วงเวลา : Spring Edition 9-11 มีนาคม 2568
Autumn Edition 14-16 กันยายน 2568
การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสกับผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดโดยตรง เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจรสนิยมของผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์ และเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก
อ่านข่าวฉบับเต็ม : ตลาดเครื่องประดับเงินและทองเหลืองในเนเธอร์แลนด์ (HS711311)
