หน้าแรกTrade insightยางพารา > ตลาดสินค้าของใช้เด็กในบราซิล

ตลาดสินค้าของใช้เด็กในบราซิล

1. ภาพรวมตลาดสินค้าของใช้เด็ก (Juvenile Products) ในบราซิล

ตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับทารกของบราซิลมีมูลค่า 2.13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 แม้ว่าตลาดโดยรวมจะหดตัวเล็กน้อย โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ติดลบ 0.3% ระหว่างปี 2019-2024 เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงเหลือ 2.9 ล้านคนในปี 2024 หรือลดลง 2.8% จากปี 2019

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีศักยภาพในกลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) โดยเฉพาะ

  • สินค้าพรีเมียม
  • สินค้าที่ปลอดภัยและผ่านมาตรฐาน
  • สินค้าเพื่อสุขภาพและพัฒนาการเด็ก
  • สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • สินค้าออร์แกนิก 

ตัวอย่างกลุ่มที่เติบโตสูง ได้แก่

กลุ่มสินค้า

มูลค่า 2024

คาดการณ์

CAGR

ผ้าอ้อมย่อยสลายได้

92.97 ล้านดอลลาร์

177.65 ล้านดอลลาร์ (2033)

7.46%

อาหารเด็กออร์แกนิก

512.12 ล้านดอลลาร์

1.516 พันล้านดอลลาร์ (2035)

10.37%

       

แม้อัตราการเกิดของบราซิลจะลดลง แต่ตลาดสินค้าของใช้เด็กยังเติบโตได้ดี เนื่องจากผู้ปกครองให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และความสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวเมืองและชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูง

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด Circana ระบุว่า ตลาดสินค้าพิวเออริคัลเจอร์ (Puericulture) หรือสินค้าของใช้เด็ก เช่น รถเข็นเด็ก คาร์ซีท เปลเด็ก และอุปกรณ์ดูแลทารก มีการเติบโตเฉลี่ยระดับเลขสองหลักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2024 – ตุลาคม 2025 มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 10% และปริมาณขายเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

กลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยม

1. รถเข็นเด็ก (Strollers)

ผู้บริโภคบราซิลนิยม

  • รถเข็นพับง่าย น้ำหนักเบา
  • รถเข็นแบบ Travel System
  • รถเข็นที่สามารถเชื่อมต่อกับคาร์ซีทได้
  • รุ่นที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง 

การขยายตัวของครอบครัวในเขตเมือง โดยเฉพาะใน São Paulo และ Rio de Janeiro ส่งผลให้รถเข็นเด็กขนาดกะทัดรัดและพรีเมียมได้รับความนิยมมากขึ้น

2. คาร์ซีท (Car Seats)

คาร์ซีทถือเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง เนื่องจาก

  • กฎหมายบราซิลกำหนดให้เด็กต้องใช้ที่นั่งนิรภัยในรถยนต์  
  • ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น  
  • กลุ่มคาร์ซีทแบบ Convertible และ  All-in-One เติบโตสูง 

ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสินค้าที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลและมีฟังก์ชันการใช้งานระยะยาว

3. เปลเด็กและเฟอร์นิเจอร์เด็ก

แนวโน้มสำคัญ ได้แก่

  • เปลไม้จากวัสดุธรรมชาติ
  • เปลปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลายรูปแบบ
  • เฟอร์นิเจอร์เด็กแบบมัลติฟังก์ชัน
  • ดีไซน์มินิมอลและประหยัดพื้นที่ 

ทั้งนี้ เปลเด็กต้องผ่านการรับรองตามข้อกำหนดของ Inmetro ก่อนวางจำหน่ายในประเทศ

4. เป้อุ้มเด็ก (Baby Carriers)

ตลาดเป้อุ้มเด็กกำลังเติบโตตามแนวโน้มการเลี้ยงลูกแบบใกล้ชิด (Attachment Parenting)

ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ

  • การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์
  • ความสบายของผู้ปกครองและเด็ก
  • วัสดุระบายอากาศได้ดี
  • เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของบราซิล 

ผู้ปกครองในบราซิลยังให้ความสนใจกับแบรนด์นำเข้าคุณภาพสูง แม้ว่าจะมีภาษีนำเข้าค่อนข้างสูงก็ตาม 

5. ขวดนมและอุปกรณ์ป้อนอาหาร

แนวโน้มการเลือกซื้อสินค้าเน้น

  • BPA Free
  • ปลอดสารเคมี
  • วัสดุเกรดอาหาร
  • ระบบลดอาการโคลิก
  • ขวดแก้วหรือวัสดุรักษ์สิ่งแวดล้อม 

สินค้ากลุ่มนี้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดการรับรอง Inmetro และการกำกับดูแลของ ANVISA ก่อนจำหน่ายในตลาดบราซิล

2. แนวโน้มการซื้อของผู้บริโภค

Premiumization

แม้ว่าผู้บริโภคบราซิลจำนวนมากยังคงอ่อนไหวต่อราคา แต่ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเด็ก ผู้ปกครองยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสินค้า

  • คุณภาพสูง
  • ปลอดภัย
  • ผ่านการรับรองมาตรฐาน
  • ได้รับการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ 

โดยเฉพาะคาร์ซีท รถเข็น และอุปกรณ์ให้อาหารเด็ก 

Sustainability

ความต้องการสินค้ารักษ์โลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น

  • ผ้าอ้อมย่อยสลายได้
  • ขวดนมจากวัสดุรีไซเคิล
  • บรรจุภัณฑ์ลดการใช้พลาสติก
  • วัสดุจากธรรมชาติ 

ผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Eco-friendly เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองรุ่นใหม่ 

โอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย

สินค้าของใช้เด็กจากไทยมีโอกาสในตลาดบราซิล โดยเฉพาะในกลุ่ม

  • ขวดนมและอุปกรณ์ป้อนอาหาร BPA Free
  • เป้อุ้มเด็กตามหลักสรีรศาสตร์
  • รถเข็นเด็กน้ำหนักเบา
  • เปลเด็กและเฟอร์นิเจอร์เด็กจากไม้ยางพารา
  • ผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม
  • ของใช้เด็กจากวัสดุธรรมชาติและออร์แกนิก 

จุดขายสำคัญที่ควร

  • ความปลอดภัย (Safety)
  • การรับรองมาตรฐานสากล
  • วัสดุปลอดสารเคมี
  • การออกแบบที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อน
  • ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

 

 

ข้อเสนอแนะ

ผู้ส่งออกไทยควรวางตำแหน่งสินค้าในกลุ่ม Premium-Safe-Sustainable มากกว่าการแข่งขันด้านราคา เนื่องจากตลาดล่างถูกครอบครองโดยผู้ผลิตท้องถิ่นและสินค้านำเข้าราคาต่ำ ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคในบราซิลมีแนวโน้มจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของผู้ผลิตไทยในปัจจุบัน

3. สภาพการแข่งขัน

ตลาดมีการแข่งขันสูงจากทั้งแบรนด์ต่างประเทศและผู้ผลิตในประเทศ

คู่แข่งหลัก

  • แบรนด์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงและงบการตลาดสูง
  • ผู้ผลิตท้องถิ่นแบบธุรกิจครอบครัวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  
  • ผู้ขายผ่านอีคอมเมิร์ซที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง  

แนวโน้มสำคัญ

  • อีคอมเมิร์ซช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด
  • ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้มากขึ้น
  • การแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน

4. ช่องทางจัดจำหน่าย

ช่องทางหลัก

  • ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต: 58.8% ของยอดขายในปี 2025
  • ร้านสินค้าเด็กเฉพาะทาง
  • ร้านขายยา
  • อีคอมเมิร์ซ 

ช่องทางออนไลน์ที่สำคัญ

พฤติกรรม “Buy Now, Pay Later” หรือการผ่อนชำระได้รับความนิยมสูงและเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์

 

5. กฎระเบียบและมาตรฐาน

บราซิลเป็นหนึ่งในตลาดที่มีข้อกำหนดด้านมาตรฐานเข้มงวดที่สุดในละตินอเมริกา

หน่วยงานสำคัญ

  • Inmetro  
  • ANVISA  

สินค้าที่ต้องได้รับการรับรอง

สินค้า

กฎระเบียบ

ขวดนมและจุกนม

Inmetro Ordinance 216/2021

ของเล่น

Inmetro Ordinance 302/2021

เปลเด็ก

Inmetro Ordinance 143/2021

การรับรองต้องดำเนินการผ่านองค์กรรับรองผลิตภัณฑ์ (OCP) ในบราซิล และหากไม่มีเครื่องหมายรับรองจะไม่สามารถจำหน่ายในช่องทางค้าปลีกอย่างเป็นทางการได้

ข้อกำหนดเพิ่มเติม

  • ฉลากภาษาโปรตุเกส
  • ข้อมูลผู้นำเข้าในบราซิล
  • รายละเอียดส่วนประกอบสินค้า
  • คำเตือนด้านความปลอดภัย
  • การปฏิบัติตามมาตรฐาน Mercosur 

 

6. พฤติกรรมผู้บริโภค

ปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ

  1. ความปลอดภัย 

  2. คุณภาพสินค้า 

  3. การรับรองมาตรฐาน 

  4. ความเป็นธรรมชาติและออร์แกนิก 

  5. ราคา 

 

 

แนวโน้มสำคัญ

  • 55% ของผู้บริโภคได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียในการเลือกอาหารเด็ก  
  • ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมี
  • ความต้องการสินค้าที่ผ่านการทดสอบทางผิวหนังเพิ่มขึ้น  
  • 31% ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปซื้อสินค้าราคาถูกกว่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว  

 

7. โอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย

กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพสูง

สินค้าออร์แกนิก

  • อาหารเด็กออร์แกนิก
  • ผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ
  • สินค้าปลอดสารเคมี 

สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ผ้าอ้อมย่อยสลายได้
  • บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
  • สินค้า BPA Free 

สินค้าพรีเมียม

  • อุปกรณ์ดูแลเด็กอัจฉริยะ
  • คาร์ซีทคุณภาพสูง
  • รถเข็นเด็กและอุปกรณ์มัลติฟังก์ชัน 

เสื้อผ้าเด็ก

  • ผ้าฝ้ายธรรมชาติ
  • เนื้อผ้าระบายอากาศดี
  • เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของบราซิล 

 

8. ความท้าทายสำคัญ

ด้านตลาด

  • อัตราการเกิดลดลง
  • ฐานลูกค้าหดตัว
  • ความอ่อนไหวต่อราคา
  • เงินเฟ้อส่งผลต่อกำลังซื้อ 

 

ด้านการแข่งขัน

  • คู่แข่งท้องถิ่นมีความเข้าใจตลาดสูง
  • แบรนด์ระดับโลกมีความน่าเชื่อถือและงบประมาณมากกว่า  

ด้านกฎระเบียบ

  • การรับรอง Inmetro ใช้เวลานาน
  • ค่าใช้จ่ายด้านการทดสอบและรับรองสูง
  • กระบวนการนำเข้าซับซ้อน 

ด้านภาษี

บราซิลมีระบบภาษีซับซ้อน ประกอบด้วย

  • ภาษีนำเข้า (II)
  • IPI  
  • ICMS  
  • PIS/COFINS  

โดยต้นทุนสุดท้ายหลังภาษีมักสูงกว่าราคา CIF ประมาณ 60-100%

 

9. กลยุทธ์แนะนำสำหรับผู้ส่งออกไทย

ระยะสั้น

  1. คัดเลือกผู้นำเข้าหรือผู้จัดจำหน่ายท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ด้านสินค้าเด็ก

  2. ศึกษาพิกัดศุลกากร (HS Code) และภาระภาษีล่วงหน้า 

  3. เตรียมฉลากและบรรจุภัณฑ์ภาษาโปรตุเกส 

ระยะกลาง

  1. วางตำแหน่งสินค้าในกลุ่ม Premium & Sustainable 

  2. สร้างจุดขายด้านความปลอดภัยและคุณภาพ 

  3. ใช้อินฟลูเอนเซอร์ด้านครอบครัวและการเลี้ยงดูเด็ก

ระยะยาว

  1. พัฒนาความร่วมมือกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ 

  2. ขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซ 

  3. พิจารณาการประกอบหรือผลิตบางส่วนในบราซิลเพื่อลดภาระภาษี

 

 

 

10. สินค้าเครื่องใช้เด็ก (Juvenile Products) เช่น รถเข็นเด็ก คาร์ซีท เปลเด็ก เป้อุ้มเด็ก ขวดนม และอุปกรณ์ป้อนอาหาร คู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดบราซิลสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. จีน – คู่แข่งสำคัญที่สุดของไทย

จีนเป็นคู่แข่งหลักในเกือบทุกหมวดสินค้าของใช้เด็ก เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตและขนาดอุตสาหกรรม โดยบราซิลนำเข้าสินค้าจากจีนมากที่สุดในบรรดาประเทศคู่ค้าทั้งหมด และจีนยังเป็นฐานการผลิตหลักของแบรนด์สินค้าเด็กระดับโลกจำนวนมาก 

สินค้าที่จีนแข็งแกร่ง

  • รถเข็นเด็ก
  • คาร์ซีท
  • เปลเด็ก
  • เก้าอี้ทานอาหารเด็ก
  • ขวดนมและอุปกรณ์ป้อนอาหาร
  • ของเล่นเด็ก 

จุดแข็ง

  • ราคาต่ำ
  • ผลิตได้หลากหลายรูปแบบ
  • รองรับ OEM/ODM
  • ส่งมอบปริมาณมาก 

ผลกระทบต่อไทย

สินค้าพลาสติกพื้นฐานและสินค้า Mass Market ของไทยแข่งขันกับจีนในตลาดบราซิลได้ค่อนข้างยาก จึงควรเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และการออกแบบมากกว่าการแข่งขันด้านราคา

2. ยุโรป – คู่แข่งในตลาดพรีเมียม

กลุ่มประเทศยุโรปครองภาพลักษณ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการออกแบบ โดยเฉพาะ

  • Italy  
  • Germany  
  • Netherlands  
  • Sweden  
  • France  

แบรนด์ยุโรปที่พบในตลาดบราซิล เช่น

  • Peg Perego
  • Chicco  
  • Bugaboo  
  • Maxi-Cosi  
  • Philips Avent
  • NUK  

จุดแข็ง

  • มาตรฐานความปลอดภัยสูง
  • ดีไซน์และนวัตกรรม
  • ภาพลักษณ์พรีเมียม
  • ความน่าเชื่อถือด้านสุขภาพและพัฒนาการเด็ก 

ผลกระทบต่อไทย

ไทยแข่งขันได้ในกลุ่ม Mid-High Segment โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพดีราคาต่ำกว่ายุโรปประมาณ 20-40%

3. สหรัฐอเมริกาและแคนาดา

อเมริกาเหนือมีบทบาทสำคัญในตลาดสินค้าปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยเฉพาะคาร์ซีทและอุปกรณ์เดินทาง

แบรนด์สำคัญ เช่น

  • Safety 1st
  • Cosco  
  • Tiny Love
  • Infanti  

หลายแบรนด์อยู่ภายใต้ Dorel Industries ซึ่งมีฐานธุรกิจในบราซิลอยู่แล้ว 

จุดแข็ง

  • เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย
  • คาร์ซีทมาตรฐานสูง
  • การตลาดและแบรนด์แข็งแรง 

ผลกระทบต่อไทย

แข่งโดยตรงในกลุ่มคาร์ซีท รถเข็น และอุปกรณ์ดูแลเด็กระดับกลาง-บน

4. ผู้ผลิตท้องถิ่นบราซิล

แม้ว่าจะมีการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก แต่ผู้ผลิตท้องถิ่นยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ

  • เปลเด็ก
  • เฟอร์นิเจอร์เด็ก
  • เสื้อผ้าเด็ก
  • อุปกรณ์พลาสติกพื้นฐาน 

 

จุดแข็ง

  • เข้าใจกฎระเบียบท้องถิ่น
  • ไม่มีภาระภาษีนำเข้า
  • เครือข่ายค้าปลีกแข็งแรง
  • สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดี 

ผลกระทบต่อไทย

สินค้าไทยต้องมีจุดขายที่เหนือกว่าผู้ผลิตท้องถิ่น เช่น

  • วัสดุปลอดสารเคมี
  • มาตรฐานสากล
  • ดีไซน์ทันสมัย
  • ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

 

ตารางสรุปคู่แข่งสำคัญของไทย

ประเทศ

กลุ่มสินค้าเด่น

ระดับการแข่งขัน

🇨🇳 จีน

รถเข็นเด็ก คาร์ซีท ขวดนม ของเล่น

สูงมาก

🇮🇹 อิตาลี

รถเข็นเด็ก เปลเด็ก สินค้าพรีเมียม

สูง

🇩🇪 เยอรมนี

ขวดนม จุกนม คาร์ซีท

สูง

🇳🇱 เนเธอร์แลนด์

รถเข็นเด็ก สินค้า Eco

ปานกลาง-สูง

🇺🇸 สหรัฐฯ

คาร์ซีท อุปกรณ์ความปลอดภัย

สูง

🇨🇦 แคนาดา

สินค้าเด็กภายใต้กลุ่ม Dorel

สูง

🇧🇷 บราซิล

เฟอร์นิเจอร์เด็ก สินค้าพื้นฐาน

สูง

🇻🇳 เวียดนาม

รถเข็นและชิ้นส่วนบางประเภท

กำลังเพิ่มขึ้น

🇲🇽 เม็กซิโก

ขวดนมและสินค้าเด็กบางกลุ่ม

ปานกลาง

 

11. งานแสดงสินค้าที่ควรเข้าร่วม

Pueri Expo 2026

  • 26–28 เมษายน 2026
  • Expo Center Norte
  • งาน B2B ด้านสินค้าเด็กที่ใหญ่ที่สุดของบราซิล  

FIT 0/16 – International Trade Show for Baby and Children Wear

  • จัดคู่ขนานกับ Pueri Expo
  • ผู้เข้าชมประมาณ 12,000 คน
  • กว่า 350 แบรนด์ 

 

ข้อแนะนำกลยุทธ์สำหรับไทย

คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคือ จีน ในตลาดระดับกลางและล่าง และ ยุโรป ในตลาดพรีเมียม ดังนั้นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ส่งออกไทยคือ “Affordable Premium” หรือ “Premium-Safe-Sustainable” กล่าวคือ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานใกล้เคียงยุโรป แต่ราคาต่ำกว่า พร้อมชูจุดขายด้านความปลอดภัย การปลอดสาร BPA วัสดุธรรมชาติ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดในตลาดสินค้าเด็กของบราซิลในปัจจุบัน

 

บทสรุป

แม้ตลาดสินค้าเด็กของบราซิลจะเผชิญแรงกดดันจากอัตราการเกิดที่ลดลง แต่ยังมีโอกาสเติบโตสูงในกลุ่มสินค้าพรีเมียม ออร์แกนิก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ส่งออกไทยควรเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการแข่งขันด้านราคา การใช้นวัตกรรม การสร้างสรรเพื่อพัฒนาการของเด็ก และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อบริหารจัดการกฎระเบียบ การรับรองมาตรฐาน และช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดในการเข้าสู่ตลาดบราซิล

สคต. ณ นครเซาเปาโล

อ่านข่าวฉบับเต็ม : ตลาดสินค้าของใช้เด็กในบราซิล

Login

ปิดโหมดสีเทา