หลังจากกลุ่ม Union หรือกลุ่มสหภาพที่ประกอบด้วยพรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี (CDU – Christlich Demokratische Union Deutschlands) และพรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียนแห่งนครรัฐบาวาเรีย (CSU – Christlich-Soziale Union in Bayern) กับพรรคสังคมนิยมเพื่อประชาธิปไตยเยอรมนี (SPD – Sozialdemokratische Partei Deutschlands) เพิ่งแยกทางจากกันที่กรุงเบอร์ลินได้ไม่นาน นาย Donald Trump ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ได้ระเบิดอารมณ์โดยกล่าวหานาย Wolodymyr Selenskyj ประธานาธิบดีของยูเครนว่า เป็นคนเนรคุณและเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 โดย Trump ได้ยุติการสนทนากับกลุ่มของนาย Selenskyj อย่างกระทันหัน และไม่พูด/กล่าวโจมตีนาย Wladimir Putin ประธานาธิบดีรัสเซีย คนที่เป็นผู้จุดชนวนสงครามรุกรานยูเครนเมื่อ 3 ปีก่อนแม้แต่คำเดียว ซึ่งเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี ซี ในครั้งนี้ ได้มีผลต่อการเจรจาการจัดทำ MOU หรือบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลกลางในอนาคตในกรุงเบอร์ลินได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นไปอีก สิ่งที่นาง Angela Merkel เคยกลัวว่า จะเกิดขึ้นในช่วงที่นาย Trump ดำรงตำแหน่งในวาระแรกของเขา กำลังคืบคลานและกลายเป็นเรื่องจริง โดยนาง Merkel นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กล่าวในปี 2017 ว่า “ยุคสมัยที่เราสามารถพึ่งพาผู้อื่นได้อย่างสมบูรณ์นั้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว” แต่รัฐบาลในเวลานั้นที่ประกอบด้วย กลุ่ม Union และพรรค SPD ก็ไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเสริมสร้างอำนาจอธิปไตยของเยอรมนี สำหรับ รัฐบาลชุดล่าสุดก็พึ่งเริ่มต้นออกมาตอบโต้อิทธิพลของสงครามรุกรานของรัสเซียที่เริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ด้วยการจัดตั้งกองทุนพิเศษมูลค่า 100,000 ล้านยูโร สำหรับกองทัพเยอรมัน ดังนั้น ลำดับความสำคัญของรัฐบาลกลางในอนาคต (ที่กำลังจะเกิดขึ้น) และผู้ที่น่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป อย่างนาย Friedrich Merz ต้องทำการปลดปล่อยเยอรมนี และสหภาพยุโรปออกจากการพึ่งพานโยบายความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งการทำงานทั้งหมดที่กล่าวมานี้อยู่ภายใต้แรงกดดันด้านเวลาอย่างหนัก คาดว่า การเจรจารอบใหม่ระหว่างกลุ่ม Union และ SPD จะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไป
เรื่องที่จะต้องตกลงให้เร็วที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการเงิน เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่จะสามารถดำเนินการก่อนที่จะเริ่มเจรจาในประเด็นอื่น ๆ ตามมา ทั้งนี้ ต้องเร่งสรุปให้ได้ว่า ควรมีกองทุนพิเศษชุดที่ 2 มูลค่าหลายแสนล้านยูโร สำหรับกองทัพเยอรมันหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบัน โดยหลักการดูเหมือนว่า ทั้ง 2 ฝ่ายเต็มใจ ที่จะทำสิ่งนี้ นาย Jörg Kukies รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันได้เข้าร่วมในการหารือในเบื้องต้นด้วย และจากคำบอกเล่าของผู้เข้าร่วมหารือ แจ้งว่า Kukies ได้นำเสนอสถานการณ์งบประมาณประเทศที่เรียกได้ว่า เลวร้ายในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำอย่างนาย Clemens Fuest จากสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยมิวนิค (Ifo – Institut für Wirtschaftsforschung an der Universität München) นาย Michael Hüther จากสถาบันเศรษฐกิจเยอรมนี (IW – Instituts der Deutschen Wirtschaft) นาย Moritz Schularick จากสถาบันเศรษฐกิจโลก (Ifw – Institut für Weltwirtschaft) และนาย Jens Südekum นักเศรษฐศาสตร์จากมหาลัย Heinrich-Heine-Universität เมือง Düsseldorf ได้หารือเกี่ยวกับทางเลือกนโยบายการคลังสำหรับการเตรียมจัดทำ MOU ตามข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์พวกเขากำลังเสนอกองทุนพิเศษสำหรับกองทัพเยอรมันมูลค่าหลายแสนล้านยูโร และกองทุนพิเศษที่ 2 สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมูลค่า 400,000 – 500,000 ล้านยูโร หากการเจรจาขั้นต้นดูมีแนวโน้มดี และนำไปสู่การเจรจาร่วมกันเพื่อเตรียมจัดทำ MOU ต่อไป ตามที่กลุ่ม Union กล่าว ผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นข้อตกลงที่มีความกระชับมีความยาวประมาณ 200 หน้า เพราะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน จึงไม่ชัดเจนว่า โครงการใดที่สามารถดำเนินการได้จริงในอีก 4 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ถูกกล่าวหาว่า ยึดมั่นถือมั่นกับ MOU ที่มีรายละเอียดมากมายมหาศาลอย่างดื้อรั้น แม้ว่า ประเทศจะประสบกับสถานการณ์ใหม่โดยสิ้นเชิงอย่างสงครามยูเครนก็ตาม
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์โลกแล้ว นโยบายด้านอื่น ๆ เช่น เงินช่วยเหลือพลเมืองที่มีรายได้ต่ำ (Bürgergeld) หรือเงินบำนาญ มีแนวโน้มที่จะมีบทบาทรองในการเจรจา MOU ระหว่าง CDU/CSU และ SPD ในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่พรรคทางเลือกเพื่อประเทศเยอรมนี (AfD – Alternative für Deutschland) นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ในเมือง Dresden นาย Markus Reichel สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค CDU รณรงค์หาเสียงได้ดีประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังสูญเสียตำแหน่งผู้ชนะเลือกตั้งโดยตรงให้กับผู้สมัครจากพรรค AfD ไปแม้ว่าเขาได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นถึง 6% ก็ตาม แต่ผู้สมัครจากพรรค AfD กลับได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นถึง 11% นาย Reichel กล่าวว่า ผลกระทบทางการเมืองในภาคตะวันออกของประเทศแตกต่างฝั่งภาคตะวันตกของประเทศ ภาวะเงินเฟ้อส่งผลกระทบในภาคตะวันออกสูงกว่าฝั่งตะวันตก เนื่องจากค่าจ้างโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่า ตั้งแต่มีการรวมประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ชาวเยอรมันตะวันออกยังไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้มากเท่ากับประชากรในฝั่งเยอรมนีตะวันตก ซึ่งฝั่งเยอรมนีตะวันตก นั้น มีการส่งมอบสืบทอดความมั่งคั่งผ่านมรดกมาโดยตลอด การศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2023 แบบสอบถามระยะยาวด้านสังคมวิทยาเศรษฐกิจ Panel (SOEP – Das Sozio-oekonomische Panel) ซึ่งเป็นการสำรวจครัวเรือนประจำปีที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน พบว่า มรดกเฉลี่ยต่อคนในเยอรมนีตะวันตกอยู่ที่ประมาณ 92,000 ยูโร เมื่อเทียบกับมรดกเยอรมนีตะวันออกเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณ 52,000 ยูโร เท่านั้น นาย Reichel กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่พรรค AfD มีคะแนนนำในเมืองที่ด้อยโอกาสทางสังคมอย่างเมือง Gelsenkirchen เขาเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากค่าจ้างที่ต่ำผู้คนจะรู้สึกว่า ไม่ยุติธรรมหากผู้ว่างงานได้รับเงินจำนวนมากจากเงินช่วยเหลือพลเมืองที่มีรายได้ต่ำ (Bürgergeld) นักการเมือง CDU ยังเตือนอีกว่า เราจำเป็นต้องมีนโยบายสังคมที่ “ระมัดระวังมากกว่าใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาปลายเหตุ” ตามรายงานของ Infratest Dimap สถาบันการวิจัยการเลือกตั้งพรรค AfD ได้รับการยอมรับในกลุ่มคนที่ระบุว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของตนไม่ดีหรือแย่ มากกว่าประชากรกลุ่มอื่น
จาก Handelsblatt 28 มีนาคม 2568
อ่านข่าวฉบับเต็ม : กลุ่ม Union และ SPD เร่งทำ MOU เพื่อการจัดตั้งรัฐบาล