หน้าแรกTrade insightธุรกิจ Wellness > พลังการผลิตรูปแบบใหม่” (New Quality Productive Forces)

พลังการผลิตรูปแบบใหม่” (New Quality Productive Forces)

แนวโน้มการบริโภคอาหารและสินค้าเกษตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะในนครเซี่ยงไฮ้ในปี 2569 ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายใต้แนวคิด พลังการผลิตรูปแบบใหม่” (New Quality Productive Forces) แนวคิดนี้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการบริโภคในระยะถัดไป หรือที่เรียกว่า “Second Curve” 

      ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า มูลค่าการค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนในปี 2562 เพิ่มขึ้นจาก 40 ล้านล้านหยวน เป็น 50 ล้านล้านหยวนในปี 2568 ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่อหัวของประชาชนยังเพิ่มขึ้นจาก 21,559 หยวน เป็น 29,476 หยวน และสัดส่วนการบริโภคด้านบริการเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 46 ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจาก การขยายตัวเชิงปริมาณ” ไปสู่ การยกระดับคุณภาพ” ของการบริโภค

      ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณด้านราคาในปี 2568 ยังสะท้อนภาพเดียวกัน ทั้ง CPI ที่ทรงตัวและ CPI พื้นฐานที่ค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ PPI จะยังอ่อนตัวแต่เริ่มมีทิศทางฟื้นตัวชัดเจนขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าโครงสร้างการบริโภคกำลังเปลี่ยนแปลง นั่นคือผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ความอิ่ม แต่ยังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริโภค” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รายงานระบุว่าการบริโภคในปัจจุบันมีลักษณะเป็น การยกระดับแบบไม่เป็นรูปแบบตายตัว” กล่าวคือ แม้รายได้ของผู้บริโภคจะชะลอตัวลง แต่ความต้องการด้านคุณภาพ สุขภาพ และคุณค่าทางอารมณ์กลับเพิ่มสูงขึ้น พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมอาหารในระยะต่อไป

นวัตกรรมด้านอาหารในปี 2568 ไม่เพียงก้าวข้ามการปรับปรุงรสชาติหรือบรรจุภัณฑ์ แต่ขยายขอบเขตสู่การพัฒนาอย่างเป็นระบบใน 6 มิติหลัก อันได้แก่ สุขภาพ ฟังก์ชัน วัตถุดิบ เทคโนโลยี สถานการณ์การบริโภค และมาตรฐานสินค้า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการปรับทิศทางเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมิติของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

      แนวโน้มแรกคือการฟื้นตัวของแนวคิด อาหารเป็นยา” ซึ่งได้รับการนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทสมัยใหม่อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพจากสมุนไพรในนครเซี่ยงไฮ้ยังมีมูลค่าทะลุ 70,000 ล้านหยวน พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

      แนวโน้มที่สองคือการเติบโตของอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ฉลากสะอาด” และผลิตภัณฑ์ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) มากขึ้น โดยสินค้ากลุ่ม Low GI สามารถสร้างยอดขายรวม (GMV) ได้สูงถึง 170 ล้านหยวนภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 87 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

      แนวโน้มที่สามคือการเติบโตของ Superfood (อาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ ข้อมูลจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระบุว่าสินค้ากลุ่มนี้เติบโตถึงร้อยละ 246 ขณะที่สินค้าบางประเภท อาทิ เมล็ดเจียและผงผักเคล เติบโตมากถึงร้อยละ 120 และร้อยละ 110 ตามลำดับ แสดงให้เห็นถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

      แนวโน้มที่สี่คือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะเทคโนโลยี HPP (High Pressure Processing) ที่สามารถยืดอายุผลิตภัณฑ์โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารกันเสีย แต่ยังคงรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหารสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

      แนวโน้มที่ห้าคือการเปลี่ยนผ่านของรูปแบบธุรกิจจากการ “ขายสินค้า” สู่การนำเสนอ “โซลูชัน” ที่ครบวงจร ผลิตภัณฑ์อาหารถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมรับประทาน อาหารสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงาน หรือกิจกรรมกลางแจ้ง   

      แนวโน้มสุดท้ายคือ ฉลากสะอาด” (Clean Label) ซึ่งเน้นที่ส่วนผสมเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และตรวจสอบได้ แนวคิด “Less is more” ได้กลายเป็นทิศทางหลักที่ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกต่างนำมาใช้เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค

จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้สินค้าไทยในกลุ่มเกษตร อาหาร และเครื่องดื่มมีโอกาสสูงในการเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะสินค้าที่มีจุดเด่นด้านวัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งสอดรับกับกระแส “ฉลากสะอาด” และ “Superfood” ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสมุนไพรไทยยังมีความสอดคล้องกับแนวคิด “อาหารเป็นยา” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในตลาดจีน ยิ่งไปกว่านั้นหากภาคการผลิตไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปที่ช่วยยืดอายุผลิตภัณฑ์โดยไม่พึ่งพาสารกันเสียได้ ความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าจะเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลให้ภาพลักษณ์ด้านเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

 

ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

      การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคจีนในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการปรับโครงสร้างการส่งออกจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม ภาครัฐจึงควรมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าในมิติของสุขภาพ ความปลอดภัยและความโปร่งใสด้านแหล่งที่มา ควบคู่กับการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงการพัฒนาสินค้าเกษตรให้สอดรับกับสิ่งที่มี แนวโน้มที่กำลังเติบโตในปัจจุบัน ทั้งในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน และ Superfood ทั้งนี้การสร้างและรักษาภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในฐานะสินค้าคุณภาพสูง ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติ

_________________________________________________________________________

จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

พฤษภาคม 2569

แหล่งที่มา

https://finance.sina.com.cn/jjxw/2026-01-30/doc-inhkauvi0545154.shtml

อ่านข่าวฉบับเต็ม : พลังการผลิตรูปแบบใหม่” (New Quality Productive Forces)

Login

ปิดโหมดสีเทา