สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศแอฟริกาใต้ (The National Association of Automobile Manufacturers of South Africa หรือ NAAMSA) ได้รายงานยอดขายรถยนต์ในประเทศและต่างประเทศ ประจำปี 2568 พบว่า ยอดขายรถยนต์ (ขายในประเทศและส่งออก) รวมทั้งสิ้น 1,005,042 คัน (เพิ่มขึ้น 10.78% เมื่อเทียบกับยอดขายของปีก่อน) ประกอบด้วย ยอดขายรถยนต์ในประเทศ รวม 596,818 คัน (เพิ่มขึ้น 15.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน) โดยรถยนต์นั่งมียอดขายสูงที่สุด (70.75% ของจำนวนยอดขายในประเทศ) ในขณะที่การส่งออกรถยนต์ รวม 408,224 คัน (เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน) โดยรถยนต์นั่งมียอดขายสูงที่สุดเช่นกัน (61.88% ของจำนวนยอดส่งออกทั้งหมด)
สถิติยอดขายรถยนต์ (เฉพาะรถใหม่) ในแอฟริกาใต้ ปี 2564 -2568
หน่วย:คัน

สถิติการส่งออกรถยนต์ของแอฟริกาใต้ ปี 2564 -2568
หน่วย:คัน

สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศ ปี 2568 เมื่อจำแนกตามแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์พบว่า 10 อันดับ แบรนด์ยอดนิยม ได้แก่ โตโยต้า (ครองตำแหน่ง 46 ปีติดต่อกัน) ซูซูกิ โฟล์คสวาเกน ฮุนได ฟอร์ด GWM อีซูซุ Chery Kia Mahindra ตามลำดับ
สถิติยอดขายรถยนต์ในประเทศแอฟริกาใต้ (จำแนกตามแบรนด์ผู้ผลิต) ปี 2568

หากจำแนกยอดขายรถยนต์ตามโมเดลรถยนต์ พบว่า รถยนต์นั่งที่มียอดขายสูงที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ Volkswagen Polo Vivo, Suzuki Swift, Toyota Corola cross, Chery Tiggo 4, Toyota Starlet, Hyundai Grandi 10, Suzuki Fronx, Haval Jolion, Kia Sonet และ Toyota Starlet cross ตามลำดับ
สถิติยอดขายรถยนต์ในประเทศแอฟริกาใต้ (จำแนกตามโมเดลรถยนต์) ปี 2568

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อาทิ
– สภาพคล่องที่ดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยลดลงนำไปสู่การฟื้นฟูการขยายสินเชื่อสำหรับการให้กู้เพื่อซื้อรถยนต์
– ผู้บริโภคที่ชะลอการซื้อรถยนต์ระหว่างปี 2564 – 2567 ได้ซื้อรถยนต์ใหม่แทนรถยนต์รุ่นเก่า
– การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ทำให้ยอดขายรถยนต์ NEVs ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
– รถยนต์นำเข้าราคาที่จับต้องได้ โดยเฉพาะจากรถยนต์นำเข้าจากจีนและอินเดีย เมื่อประกอบกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้ยอดขายรถยนต์นำเข้าเพิ่มขึ้น
สำหรับการส่งออกรถยนต์ปี 2568 แม้ว่า จำนวนรถยนต์ส่งออกเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่อุตสาหกรรมรถยนต์แอฟริกาใต้ยังคงต้องติดตามตลาดยุโรปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยุโรปได้กำหนดเส้นตายการลด CO2 ลง 90% ภายในปี 2578 ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในแอฟริกาใต้จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อปกป้องความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างแอฟริกาใต้กับสหรัฐฯ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจจะกระทบต่อการส่งออกรถยนต์
ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ: อุตสาหกรรมรถยนต์ของแอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่สำคัญ ปี 2568 ยอดขายรถยนต์ของแอฟริกาใต้
รวมทั้งสิ้น 1,005,042 คัน (เพิ่มขึ้น 10.78% เมื่อเทียบกับยอดขายของปีก่อน) ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ในแอฟริกาใต้
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 อุตสาหกรรมรถยนต์ในแอฟริกาใต้ ยังคงมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ ประการที่แรก: สหรัฐฯ ได้เพิ่มภาษีศุลกากรอัตรา 25% กับสินค้ารถยนต์ (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2568) และชิ้นส่วนรถยนต์ (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2568) ที่นำเข้าจากทุกประเทศ (ในอดีตภายใต้พระราชบัญญัติการเติบโตและโอกาสของแอฟริกา หรือ Africa Growth and Opportunity Act: AGOA สหรัฐฯ ได้ยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วน ให้แก่หลายประเทศในทวีปแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา ซึ่งรวมประเทศแอฟริกาใต้ด้วย ดังนั้น การเพิ่มอัตราภาษีดังกล่าว ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าดังกล่าวของแอฟริกาใต้ในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก) และประการที่สอง: มาตรการของสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์ใหม่ แม้ว่าเมื่อเดือนธันวาคม 2568 EU ได้ประกาศผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวแล้ว
ปัจจุบัน แอฟริกาใต้เป็นฐานการผลิต/ประกอบรถยนต์แบรนด์ต่างๆ เช่น BMW, Ford, Isuzu, Mercedes-Benz, Nissan, Toyota, Volkswagen โดยผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกรถยนต์สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากความร่วมมือทางการค้า เช่น African Continental Free Trade Area (AfCFTA), Southern African Customs Union(SACU), Southern African Development Community(SADC), SADC-EU Economic Partnership Agreement, EFTA-SACU Free Trade Agreement, SACU-Southern Common Market (Mercosur) PTA, AGOA เป็นต้น
ข้อมูลจาก South African Revenue Service ประมวลโดย S&P global ระบุว่า เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 แอฟริกาใต้ นำเข้ารถยนต์โดยสารและรถยนต์ขนส่ง HS Code 8703 (Motor Cars And Other Motor Vehicles Designed To Transport People (Other Than Public-Transport Type), Including Station Wagons And Racing Cars) และ HS Code 8704 (Motor Vehicles For The Transport Of Goods) รวมทั้งสิ้น 5,436.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 38.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน) โดยตลาดนำเข้าสำคัญ 6 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย (คิดเป็น 30.54% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของหมวดสินค้าดังกล่าว) จีน (23.81%) เยอรมนี (10.14%) ญี่ปุ่น (7.8%) สเปน (4.81%) ไทย (4.16%) ตามลำดับ สำหรับการส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าว พบว่ามีมูลค่า 13,123,25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 27.73% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน) โดยตลาดส่งออกสำคัญ 6 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมนี (คิดเป็นร้อยละ 34.89 ของส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าว) เบลเยียม (19%) สหราชอาณาจักร (9.43%) สหรัฐฯ (7.05%) สเปน (5.37%) ออสเตรเลีย (3.65%) ตามลำดับ
ที่มาข่าว : www.cars.co.za www.naamsa.net
เครดิตภาพ : ท่าเรือเดอร์บัน แอฟริกาใต้ โดย REUTERS/Rogan Ward
ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย
มกราคม 2569
อ่านข่าวฉบับเต็ม : ส่องยอดขายรถยนต์ของแอฟริกาใต้ ปี 2568
