ที่มา : สำนักข่าว New Straits Times (NST)
ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและการตลาดระดับโลกของ UOB ระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและมีแรงส่งเพิ่มขึ้นในปี 2569 หลังจากนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ประกาศมาตรการเศรษฐกิจหลายประการ โดยมาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากภาคธุรกิจ และช่วยเสริมความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมด้านการบริโภค การก่อสร้าง และภาคบริการบางสาขา
มาตรการที่ประกาศครอบคลุมการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสถาบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนของภาคธุรกิจ และยกระดับธรรมาภิบาลภายใต้รัฐบาลมาดานี มาตรการสำคัญที่ช่วยภาคธุรกิจ ได้แก่ การลดอัตราภาษีบริการสำหรับค่าเช่าของ SMEs การให้ระยะเปลี่ยนผ่านการใช้ระบบ e-invoicing โดยไม่คิดค่าปรับเป็นเวลา 1 ปี และการคืนภาษีส่วนเกินสำหรับปีประเมิน 2566–2567 อย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มสภาพคล่อง และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ในด้านการกระตุ้นการบริโภคและการก่อสร้าง รัฐบาลจะเร่งการจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม และเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กทั่วประเทศ
ด้านธรรมาภิบาล รัฐบาลมีแผนเสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับต่อรัฐสภาในปีนี้ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปสถาบัน เสริมความเข้มแข็งของกรอบกำกับดูแล และเพิ่มความโปร่งใส
UOB ระบุว่า เมื่อรวมกับมาตรการงบประมาณปี 2569 โครงการ Visit Malaysia Year 2026 และความเสี่ยงด้านการค้าโลกที่ผ่อนคลายลงจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโตที่ร้อยละ 4.5 ในปี 2569 ซึ่งอยู่ในระดับบนของกรอบเป้าหมายรัฐบาลที่ร้อยละ 4.0–4.5
นอกจากนี้ UOB คาดว่า ธนาคารกลางมาเลเซียจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OPR) ไว้ที่ร้อยละ 2.75 จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการสนับสนุนด้านการคลังอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางหลักทั่วโลกที่เริ่มสิ้นสุดวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569
บทวิเคราะห์ผลกระทบ
ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2569 สะท้อนถึงทิศทางเชิงบวกของเศรษฐกิจมาเลเซียภายใต้นโยบาย ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการลดภาระต้นทุนภาครายงานของฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและการตลาดระดับโลกของธนาคาร UOB ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มธุรกิจ และการยกระดับธรรมาภิบาล โดยปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ในหลายมิติ ดังนี้
1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความสามารถแข่งขันของมาเลเซีย
มาตรการลดภาษีบริการสำหรับค่าเช่าของ SMEs การผ่อนผันการบังคับใช้ระบบ e-invoicing และการคืนภาษีส่วนเกิน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจมาเลเซีย ส่งผลให้ภาคเอกชนมีศักยภาพในการขยายการลงทุนและการผลิตมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มาเลเซียมีความสามารถแข่งขันสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย โดยเฉพาะในภาคบริการ การค้าปลีก อุตสาหกรรมสนับสนุน และ SMEs ที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ
2. ผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
การเติบโตของเศรษฐกิจมาเลเซียที่คาดว่าจะอยู่ในระดับร้อยละ 4.5 ในปี 2569 ประกอบกับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.75 จะเอื้อต่อการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคบริการ การก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก ซึ่งอาจดึงดูดเงินลงทุนบางส่วนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปมีบทบาทในฐานะคู่ค้าและผู้ร่วมลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบ วัสดุก่อสร้าง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง
3. การบริโภค การท่องเที่ยว และโอกาสของผู้ประกอบการไทย
มาตรการเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กและโครงการ Visit Malaysia Year 2026 จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศและภาคบริการของมาเลเซีย ส่งผลดีต่อความต้องการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และบริการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และผู้ส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพในการเจาะตลาดมาเลเซีย
4. มิติด้านธรรมาภิบาลและบรรยากาศการลงทุน
แผนการเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปสถาบัน 4 ฉบับ เพื่อเสริมความโปร่งใสและความเข้มแข็งของกรอบกำกับดูแล จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะกลางถึงยาว และอาจทำให้มาเลเซียเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญในอาเซียน ซึ่งไทยจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ความคิดเห็น สคต.
สำนักงานฯ เห็นว่า แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในปี 2569 ภายใต้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของรัฐบาลมาดานีจะส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางด้านบริการ การก่อสร้าง และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคมีความเข้มข้นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศมาเลเซียและการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ยังเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทยในการขยายการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนร่วมกับภาคเอกชนมาเลเซีย
สำนักงานฯ จึงเห็นควรให้ไทยติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับทวิภาคี เพื่อรักษาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคการค้าไทยในตลาดมาเลเซียและในภูมิภาคอาเซียนโดยรวม
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
อ่านข่าวฉบับเต็ม : เศรษฐกิจของมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นในปี 2026 จากมาตรการด้านนโยบายและการคลัง
