หน้าแรกTrade insightเกษตรอื่นๆ > แคนาดา-จีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าและสินค้าเกษตรฟื้นฟูความสัมพันธ์

แคนาดา-จีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าและสินค้าเกษตรฟื้นฟูความสัมพันธ์

              การเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแคนาดา นายมาร์ก คาร์นีย์ ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2568 ไม่เพียงแต่เป็นการยุติภาวะหยุดนิ่งทางการทูตที่ดำเนินมานานเกือบทศวรรษ แต่ยังถือเป็นสัญญาณที่สำคัญของการปรับยุทธศาสตร์ชาติ
ครั้งใหญ่ของแคนาดาในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางบริบทของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ และแรงบีบคั้นมหาศาลจากนโยบายการค้าที่คาดเดาไม่ได้ของประเทศเพื่อนบ้านแคนาดาอย่างสหรัฐอเมริกา

               ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดาและจีนเผชิญภาวะถดถอยอย่างรุนแรงนับตั้งแต่ปี 2561 จากชนวนสาเหตุกรณีการควบคุมตัวผู้บริหารระดับสูงของ Huawei และการตอบโต้ทางการทูตผ่านการกักขังชาวแคนาดา ซึ่งลุกลามสู่สงครามภาษีและข้อพิพาทเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง อย่างไรก็ตาม นโยบายโฉมใหม่ของนาย มาร์ก คาร์นีย์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านนโยบาย Values-based Realism ซึ่งเน้นการบริหารจัดการความต่างทางอุดมการณ์ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน

               ในการเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ครั้งล่าสุดนี้ ผู้นำแคนาดาได้เน้นย้ำถึงการสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สามารถ ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงใหม่ของโลก โดยนายคาร์นีย์มีทัศนะว่า ในสภาวะภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและแตกแยกสูง การดำเนินนโยบายแบบสุดโต่งเพียงด้านเดียว (Binary policy) อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมอีกต่อไป แคนาดาจึงเลือกดำเนินวิถีทางการทูตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติและเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อเป็นกลไกในการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างอำนาจต่อรองและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระเบียบโลกใหม่ (New World Order)

            ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมสูงสุดจากการเยือนในครั้งนี้ คือการบรรลุข้อตกลงภายใต้ยุทธศาสตร์ “รถยนต์ไฟฟ้าแลกคาโนลา” (EVs-for-Canola) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางภาษีที่เป็นชนวนความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมานับทศวรรษ โดยแคนาดาตกลงปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีนลงเหลือเพียงร้อยละ 6.1 (ภายใต้โควตา 49,000 คันต่อปี) แลกกับการที่จีนจะปรับลดภาษีนำเข้าเมล็ดคาโนลาลงสู่ระดับร้อยละ 15 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569

image.png

            นอกจากการปรับลดภาษีในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักแล้ว ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ในสินค้าเกษตรและประมงสำคัญ อาทิ อาหารทะเลและถั่วเหลือง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าการส่งออกกลับคืนสู่แคนาดากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมาตรการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภคผ่านราคารถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้มากขึ้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมคาโนลาในรัฐภาคกลางของประเทศให้กลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง

           ในมิติด้านสินค้าพลังงานแคนาดาและจีนได้ลงนาม MOU ด้านพลังงานเพื่อขับเคลื่อนแผนการเพิ่มยอดส่งออกนอกตลาดสหรัฐฯ เป็นสองเท่าภายในปี 2575 โดยนายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ตั้งเป้าขยายขนาดโครงข่ายพลังงานเป็นสองเท่าใน 15 ปี และเร่งผลักดันยอดส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) สู่เอเชียให้ถึง 50 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและก๊าซธรรมชาติโลก นอกจากนี้ การเปิดรับการลงทุนจากจีนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่และกังหันลม ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของแคนาดาในการเป็นพันธมิตรพลังงานที่ไม่ใช้การข่มขู่ (Non-coercive energy partner) เพื่อลดความผันผวนจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว และสร้างเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อถือได้ในระยะยาว 

            อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้คัดค้าน นายดั๊ก ฟอร์ด (Doug Ford) มุขมนตรีรัฐออนแทริโอ ซึ่งเป็นรัฐที่ตั้งของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญที่สุดของแคนาดา ได้ออกมาวิจารณ์อย่างหนักว่าการลดภาษี EV ให้จีนเป็นการเปิดโอกาสให้จีนเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นหัวใจของออนแทรีโอ และอาจทำให้แคนาดาถูกสหรัฐฯ กีดกันออกจากตลาดอเมริกาเหนือในอนาคต แต่ในมุมมองของนายคาร์นีย์ นี่คือการยอมเสียสละส่วนแบ่งตลาดเพื่อรักษาความอยู่รอดของภาคส่วนอื่นๆ และดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาในระยะยาว

 

ความคิดเห็น สคต. 

            แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้แคนาดาต้องเร่งหันไปหาจีน คือนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใช้นโยบายภาษีศุลกากรอย่างรุนแรงกับพันธมิตร นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าความสัมพันธ์กับจีนในขณะนี้สามารถคาดการณ์ได้ (Predictable) มากกว่าความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านใกล้ชิด เนื่องจากจีนเองก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากจากการถูกทรัมป์ขึ้นภาษีเช่นกัน ทำให้ทั้งสองประเทศมีแรงจูงใจร่วมกันในการต่อต้านลัทธิปกป้องทางการค้าแบบสุดโต่งจากสหรัฐฯ

            จากกรณีศึกษา “คาร์นีย์โมเดล” สะท้อนให้เห็นว่าในสภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน การใช้แนวทางที่ยึดความเป็นจริง โดยไม่เลือกข้างอย่างสุดโต่ง แต่เน้นการบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจผ่านผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่จับต้องได้ ดังเช่นยุทธศาสตร์ “EV แลกคาโนลา” ของแคนาดา เป็นการใช้จุดแข็งภาคเกษตรเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อดึงดูดเทคโนโลยีใหม่และลดความตึงเครียดทางการค้า ไทยซึ่งมีจุดแข็งในภาคเกษตรกรรมอาจใช้กรณีศึกษานี้มาปรับใช้ โดยชูจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์เป็นที่ตั้งใจกลางอาเซียนและบทบาทครัวของโลก ความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานด้านการผลิตสินค้าอาหาร เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับการรับมือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต

            โปรดติดตามความเคลื่อนไหวในการค้าระหว่างประเทศผ่าน ช่องทางต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th และ www.thaitrade.com หรือโทรปรึกษาเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 (หากโทรจากต่างประเทศ โปรดติดต่อที่ โทร. +66 2792 6900)

*****************************************

อ่านข่าวฉบับเต็ม : แคนาดา-จีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าและสินค้าเกษตรฟื้นฟูความสัมพันธ์

Login

ปิดโหมดสีเทา