เนื้อหาสาระข่าว: การนำเข้าสินค้าขนาดเล็กที่เดิมสามารถผ่านพิธีการศุลกากรของสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็วและไม่ซับซ้อน ปัจจุบันกลับตกค้างและไม่สามารถตรวจปล่อยได้ตามปกติ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าและการบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น นับตั้งแค่กระเป๋าเป้จากญี่ปุ่น ขนมช็อกโกแลต Milka จากยุโรป ตลอดไปจนถึงสินค้าอื่น ๆ ที่จัดส่งเข้าสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงแต่ถูกระงับไม่ให้เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่บางรายการยังถูกทำลายจนเสียหายโดยสิ้นเชิง
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สินค้านำเข้าหลายหมื่นรายการถูกระงับไม่ให้เข้าสหรัฐอเมริกาและถูกกองเก็บไว้ในคลังสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมาก สินค้าบางส่วนสามารถถูกส่งต่อถึงปลายทางได้หลังจากผู้ซื้อดำเนินการจัดเตรียมเอกสารตามที่หน่วยงานรัฐกำหนดได้ครบถ้วน แต่สินค้าบางรายการที่ไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรไปได้เนื่องจากข้อมูลขาดหายหรือไม่ครบถ้วนก็จะถูกส่งคืน หรือถึงขั้นถูกทำลาย
พัสดุที่ติดค้างเหล่านี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐอเมริกา การบังคับใช้กฎระเบียบศุลกากรที่เข้มงวดขึ้น และข้อจำกัดด้านการนำเข้าอื่น ๆ ซึ่งทั้งผู้ให้บริการขนส่งและผู้บริโภคเห็นว่าเป็นระบบที่ซับซ้อนและยากต่อการปฏิบัติตาม
นายโจเซฟ คอสติกัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ IBC Customs Brokerage ซึ่งให้บริการด้านพิธีการศุลกากรและการคำนวณอากรและค่าธรรมเนียม กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่ทุกฝ่ายจะปรับตัวได้อย่างฉับพลัน”
นายแมทธิว แกลโล ซึ่งรอรับชิ้นส่วนรถยนต์จากสหราชอาณาจักรสำหรับรถ Jaguar รุ่นเก่า ได้รับอีเมลจากบริษัทขนส่งแจ้งว่าชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศมูลค่า 1,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกทำลาย โดยบริษัท United Parcel Service (UPS) เป็นผู้รับผิดชอบการขนส่ง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้ให้ข้อมูลที่ UPS ร้องขอแล้ว เช่น ขนาด ยี่ห้อ รุ่น วัตถุประสงค์การใช้งาน และมูลค่าที่แท้จริง อย่างไรก็ดี UPS ระบุในภายหลังว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เช่น แหล่งที่มาของเหล็กและอะลูมิเนียมในสินค้า ซึ่งทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ทราบว่าต้องจัดเตรียม นายกัลโล ผู้อาศัยอยู่ในเขตดัลลัส กล่าวอีกว่า “เป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจและน่าเสียใจอย่างยิ่งที่ชิ้นส่วนดังกล่าวถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง”
หลังจาก Wall Street Journal ได้สอบถามถึงกรณีดังกล่าวก็พบว่า UPS ได้คืนเงินค่าสินค้าชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศดังกล่าวแล้ว แต่ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ในแต่ละปี มีพัสดุมากกว่าหนึ่งพันล้านชิ้นที่ถูกจัดส่งเข้าสหรัฐอเมริกาในลักษณะการจัดส่งรายชิ้น ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกระงับหรือกักไว้เพื่อการตรวจปล่อยทางศุลกากรสูงกว่าสินค้าที่ขนส่งในลักษณะรวมบนพาเลต การจัดส่งดังกล่าวครอบคลุมถึงสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเดิมสามารถนำเข้าสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่ต้องเสียอากรและภาษีศุลกากรภายใต้ข้อยกเว้นที่เรียกว่า “de minimis” ทั้งนี้ รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าวตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เมื่อถึงวันสิ้นสุดปีงบประมาณ วันที่ 30 กันยายน หน่วยงาน CBP สามารถจัดเก็บรายได้จากการตรวจเอกสารนำเข้าได้ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 668 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีก่อนหน้า ในขณะที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ปฏิเสธการนำเข้าสินค้ามากกว่า 32,900 รายการในปีงบประมาณ 2025 ขยายตัวประมาณร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหารและยาสูบ
บรรดาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าต่างรายงานว่า สินค้าส่วนใหญ่ยังสามารถผ่านพิธีการได้ และมีเพียงส่วนน้อยที่ถูกทำลาย อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีและวิธีการคำนวณภาษีทำให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบซับซ้อนขึ้น และการส่งคืนสินค้าเพิ่มขึ้น
ยูไนเต็ด พาร์เซล เซอร์วิส (UPS) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด่วนรายใหญ่ที่สุด ระบุว่าได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานศุลกากรของสหรัฐอเมริกาได้รับข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วน เพื่อให้พัสดุสามารถผ่านกระบวนการตรวจปล่อยและจัดส่งถึงผู้รับได้ โดยได้พยายามติดต่อขอข้อมูลที่จำเป็นจากทั้งผู้ส่งสินค้าและผู้บริโภคหลายครั้ง เพื่อใช้ในการดำเนินการตรวจปล่อยพัสดุให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางศุลกากร
เฟดเอ็กซ์ (FedEx) ระบุว่า บริษัทฯ มักจะเก็บรักษาพัสดุที่ถูกระงับไว้ภายในสถานประกอบการของบริษัทฯ เอง และดำเนินการประสานงานกับผู้ส่งสินค้าเพื่อแก้ไขหรือเพิ่มเติมเอกสารให้เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐบาล หรือส่งคืนพัสดุกลับไปยังผู้ส่ง ในขณะที่บริษัท ดีเอชแอล (DHL) ระบุว่า พัสดุส่วนใหญ่ที่ถูกปฏิเสธการนำเข้าสหรัฐอเมริกาจะถูกส่งคืนให้แก่ผู้ส่งสินค้า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐอเมริกา (Customs and Border Protection: CBP) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) และหน่วยงานกำกับดูแลอื่น ๆ ได้ดำเนินการระงับหรือกักสินค้านำเข้าไว้เป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดของสหรัฐอเมริกา สินค้าลอกเลียนแบบหรือสินค้าที่ปนเปื้อนอาจถูกทำลายด้วยรถยก หรือถูกเผาทำลาย ทั้งที่ในอดีตสินค้าส่วนใหญ่สามารถผ่านการตรวจปล่อยได้อย่างรวดเร็วและไม่ซับซ้อนเลย ตามความเห็นของบริโภคและผู้ให้บริการขนส่ง นางอามีน ชา (Amine Cha) ซึ่งนำเข้าแม่พิมพ์ไม้จากประเทศอินโดนีเซียเพื่อใช้ผลิตกรอบรูป กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้รับสินค้าโดยไม่เคยประสบปัญหาใดๆ เลย”
และแล้วการจัดส่งตัวอย่างสินค้าในเดือนกันยายนที่ผ่านมาของเธอก็ถูกระงับไว้ที่ด่านศุลกากร นางชาซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนครนิวยอร์ก ระบุว่า UPS ไม่สามารถให้คำอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุของการระงับดังกล่าวแก่เธอได้ ผู้ส่งสินค้าจากอินโดนีเซียจึงเสนอจัดส่งพัสดุใหม่ผ่าน FedEx ซึ่งพัสดุดังกล่าวสามารถจัดส่งถึงปลายทางได้ภายในไม่กี่วัน แต่แล้วพัสดุชุดเดิมก็ถูกจัดส่งถึงผู้รับในเดือนพฤศจิกายนในที่สุด
สำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐอเมริกา (Customs and Border Protection: CBP) แถลงว่า ผู้บริโภคจำเป็นต้องยอมรับทัศนคติที่ว่า “ผู้ซื้อพึงตระหนักรู้” เมื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เนื่องจากผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าสินค้าที่นำเข้าปฏิบัติตามกฎระเบียบการนำเข้าทั้งในระดับมลรัฐและระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาแล้วหรือไม่ แล้วโฆษกของ CBP กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “หากสินค้าไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณหกเดือน ผู้นำเข้าจะมีทางเลือกในการส่งสินค้าออกนอกประเทศ หรือดำเนินการทำลายสินค้าเสียเลย”
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มาจากท่าทีของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีความเข้มงวดต่อการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก การยุติข้อยกเว้น ‘de minimis’ ทำให้พัสดุจำนวนหลายล้านชิ้นต้องถูกตรวจสอบเพื่อการจัดเก็บอากรและภาษีศุลกากร รวมถึงต้องจัดเตรียมเอกสารที่มีรายละเอียดมากขึ้น ส่งผลให้สำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดน (CBP) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) เพิ่มระดับความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบด้านการนำเข้า โดยโฆษกของ FDA ระบุว่า “การปฏิเสธการนำเข้าสินค้าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบกำกับดูแลการนำเข้าของ FDA ดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ กล่าวคือ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่อาจไม่ปลอดภัย ไม่มีประสิทธิผล หรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เข้าถึงมือผู้บริโภคสหรัฐฯ ได้”
นางแอนนี เซอร์เนีย (Anni Cernea) เจ้าของธุรกิจเครื่องแก้วและของตกแต่งบ้านจากประเทศสวีเดน ประเมินว่า บริษัทของเธอสูญเสียสินค้าและค่าขนส่งเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากการจัดส่งสินค้าถึงลูกค้าเริ่มประสบความล่าช้าตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เธอยังกล่าวอีกว่า ชาม แก้วน้ำ และสินค้าอื่นบางส่วนสามารถจัดส่งถึงลูกค้าได้ในที่สุด แม้ UPS ได้แจ้งเธอผ่านอีเมลที่ส่งถึงเธอว่า พัสดุบางรายการไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้ และจำเป็นต้องดำเนินการทำลายสินค้า “ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ” แต่ก็มีลูกค้ารายหนึ่งระบุว่า UPS สามารถจัดส่งแก้วค็อกเทลให้ได้ในภายหลัง ทั้งที่ก่อนหน้านี้บริษัทแจ้งว่าสินค้าดังกล่าวถูกทิ้งไปแล้ว “จู่ๆ มันก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ แต่อยู่ในสภาพที่เสียหายอย่างหนัก” เธอเล่า พร้อมระบุว่า สุดท้ายเธอต้องจัดส่งแก้วค็อกเทลใบใหม่ให้ลูกค้ารายนั้น ซึ่งสามารถไปถึงปลายทางในสภาพดีได้
บทวิเคราะห์: สถิติจาก FDA ที่ได้บันทึกรายการสินค้านำเข้าที่ได้รับการปฏิเสธไม่ให้นำเข้าสู่สหรัฐฯ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยจะพิจารณาจากสถิติ ในปีงบประมาณ 2026 (ตุลาคม-ธันวาคม 2025) ปีงบประมาณ 2025 (ตุลาคม2024-กันยายน 2025) และ ปีงบประมาณ 2019-2026 (ตุลาคม 2018-ธันวาคม 2025) จะเห็นแนวโน้มการขยายตัวได้อย่างชัดเจนนับตั้งแต่เริ่มบังคับใช้กฎหมายยกเลิกสิทธิ์ de minimis ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพียง 2 เดือนของปีงบประมาณ 2025 ผลักให้ยอดจำนวนการปฏิเสธพุ่งสูงขึ้น แนวโน้มในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2026 (ต.ค. – ธ.ค. 2025) เทียบกับช่วงปีก่อนๆ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวขึ้นอีก ไปจนกว่าจะมีความแน่นอน ที่ทำให้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งและผู้ส่งออก ตลอดไปจนถึงหน่วยงาน องค์กรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ทั้งหมดจะเริ่มคุ้นเคยและสามารถดำเนินการตามกฎระเบียบที่เปลี่ยนไปได้อย่างครบถ้วน






เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจากการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการนำเข้าสหรัฐฯ พอจะสรุปข้อดีข้อเสียต่อสหรัฐฯ ได้ดังนี้
|
ผลดี (Positive Impacts) |
ผลเสีย (Negative Impacts) |
|---|---|
|
1. เพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นช่วยป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน สินค้าปลอม หรือสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ |
1. ต้นทุนและความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้น การจัดทำเอกสารศุลกากรที่ละเอียดขึ้นทำให้ระยะเวลานำเข้ายาวนานขึ้น และเพิ่มต้นทุนด้านโลจิสติกส์ |
|
2. เพิ่มรายได้จากภาษีให้รัฐบาลสหรัฐฯ การยกเลิกข้อยกเว้น de minimis ทำให้พัสดุจำนวนมากต้องเสียอากรและภาษี ส่งผลให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีศุลกากรขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ |
2. ผู้บริโภคต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ค่าภาษีและค่าธรรมเนียมศุลกากรถูกผลักภาระไปยังผู้ซื้อ ทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น |
|
3. สร้างแรงจูงใจให้การผลิตภายในประเทศสหรัฐฯ สินค้านำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น |
3. ผู้ส่งออกในต่างประเทศ โดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กเสียเปรียบ ผู้ประกอบการรายย่อยขาดทรัพยากรด้านเอกสารและการปฏิบัติตามกฎ ส่งผลให้เสี่ยงถูกกัก ระงับ หรือทำลายสินค้า |
|
4. ลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำและสินค้าขาดคุณภาพ การตรวจสอบที่เข้มงวดช่วยสกัดสินค้าที่มีมูลค่าต่ำหรือสินค้าที่อาศัยช่องว่างของกฎระเบียบเพื่อเลี่ยงภาษี ไม่ให้นำเข้าสหรัฐฯ ได้โดยง่าย ส่งผลให้สินค้านำเข้าที่ไม่มีคุณภาพหรือต่ำกว่ามาตรฐานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ |
4. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของผู้ส่งออกในต่างประเทศ กรณีสินค้าถูกทำลายหรือส่งมอบล่าช้า อาจกระทบความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าและผู้บริโภคปลายทาง |
|
5. เพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการศุลกากรกลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการกดดันคู่ค้าให้ปรับพฤติกรรมด้านการค้าและการผลิต |
5. ระบบโลจิสติกส์และผู้ให้บริการขนส่งเผชิญแรงกดดันสูง ผู้ให้บริการขนส่งต้องรับภาระการจัดการเอกสาร การกักสินค้า และต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น |
|
6. ส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเป็นระบบ ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต้องยกระดับมาตรฐานการจัดทำข้อมูลสินค้าให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ |
6. ความไม่แน่นอนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น การตีความกฎระเบียบที่เข้มงวดและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้การวางแผนการค้าและสต็อกสินค้าเป็นไปได้ยาก |
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: จากข้อสังเกตข้างต้นดูเหมือนสหรัฐฯ จะได้เปรียบอย่างมากจากการกีดกันการนำเข้าด้วยการนำมาตรการภาษีศุลกากรมาใช้แทบทุกประตู แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคสหรัฐฯ แน่นอนว่าความยุ่งยากเชิงกระบวนการ ความไม่แน่นอนและสภาวะวิกฤติในการดำเนินงานของ CBP ทำให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องขยาดจากปัญหานานาประการที่ต้องเผชิญในแต่ละครั้งที่มีการจัดส่งสินค้า โดยเฉพาะผู้ส่งออกแบบส่งจากประตูถึงประตู หรือการส่งสินค้าตรงสู่ผู้บริโภคจะต้องรับความเสี่ยงกับทุกๆ รายการที่ส่งมาหากรายละเอียดสินค้าไม่ครบ และที่ยากที่สุดก็คือ แม้แต่คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศเอง ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะส่งไปถึงมือผู้บริโภคได้อย่างเรียบร้อยไร้ปัญหาใดๆ จากบทความที่นำเสนอในวันนี้ ทำให้เชื่อว่าการตรวจสอบเพื่อปล่อยสินค้าโดย CBP นั้นต้องตกอยู่ในสภาวะที่สินค้าทุกรายการนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ CBP แต่ละท่านที่เข้ามาปฏิบัติงาน สังเกตจากเรื่องของ UPS ที่สินค้าที่เคยส่งไปถึงผู้ซื้อได้ง่ายๆ ก็เกิดติดขัดขึ้นมาได้ แล้วเมื่อส่งใหม่อีกครั้ง กลับผ่านไปถึงมือผู้ซื้อได้โดยง่ายในภายหลัง
รัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีรายได้จากภาษีศุลกากรถึง 5-6 เท่าตัว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเดือดร้อนของผู้บริโภค ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้นมาก (ยังไม่มีใครแสดงตัวเลขค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตลอดกระบวนการนอกเหนือจากภาษีอากรที่เพิ่มขึ้น) ภาระที่หนักขึ้นของเจ้าพนักงานทั้งของ CBP, FDA, USDA และอีกหลายๆ หน่วยงานทั้งส่วนที่เป็นภาครับและเอกชนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการตลอดรายทางของกระบวนการจัดส่งสินค้า และท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทั้งหมดนี้ หากในระหว่างเส้นทางและกระบวนการเหล่านั้นมีหน่วยงานหรือบริษัทใดที่มีธรรมาภิบาลบกพร่องแม้แต่รายเดียว ก็เป็นการง่ายที่จะเกิดการทุจริตขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีดังกล่าวข้างต้นที่บริษัทขนส่งแจ้งว่าสินค้าบางรายการไม่สามารถผ่านขั้นตอนของ CBP ได้จึงถูกกักไว้และต้องถูกทำลาย แต่สินค้าที่ถูกทำลายกลับถูกส่งไปยังปลายทางโดยไม่คาดฝัน ในบทความไม่ได้บอกรายละเอียดว่ามีการตรวจสอบหรือไม่ว่า ทำไมสินค้าต้องถูกทำลาย ใครทำลาย มีหลักฐานแสดงว่าสินค้าถูกทำลายโดย CBP หรือไม่ หรือเป็นไปได้หรือไม่ว่าสินค้าเกิดการเสียหายเองระหว่างการขนส่งเพราะเหตุจากการปฏิบัติงานโดยผู้ให้บริการขนส่งเอง ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่มีความสับสนเช่นนี้ ผู้ให้บริการขนส่งต้องมีส่วนรับผิดชอบไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน แต่ในกรณีนี้ ผู้นำเข้าน่าจะต้องรับความเสียหายเอาไว้เองเพราะชี้ไม่ถูกว่า ใครทำอะไรผิดบ้างหรือไม่ สภาวการณ์เช่นนี้บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ซื้อสหรัฐฯ ในทุกระดับ อีกทั้ง CBP ยังออกมาประกาศอีกว่าผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบต่อสินค้าที่ตนสั่งซื้อเข้าประเทศเองอีกด้วย
ผู้ประกอบการไทยที่ส่งสินค้าใดๆ มายังผู้ซื้อโดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ เหล่านี้ พึงจะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ โดยอย่าอ้างอิงถึงประสบการณ์ในอดีตว่าตนไม่เคยต้องเตรียมสิ่งต่างๆ เอกสารต่างๆ ที่ถูกร้องขอมาก่อนเลย ผู้ประกอบการควรจะต้องเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า สิ่งของแนบพ่วง และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุสินค้าที่ส่งไปยังสหรัฐฯ โดยละเอียดไว้ล่วงหน้า ซึ่งแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มบ้าง แต่หากสินค้าเป็นรายการเดิมๆ ไม่มีความแตกต่างรายชิ้นทุกชิ้นโดยสิ้นเชิง ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่ใช้ได้ในระยะยาว การมีความพร้อมไว้ก่อนจะช่วยให้ผ่านพ้นปัญหาได้ง่ายกว่า เพราะหากถึงขณะที่สินค้าถูกกักไว้แล้ว นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการถูกกักไว้เอง (ถ้ามี) การแก้ปัญหาต่างๆ ให้ทันท่วงทีย่อมจะเป็นไปได้ยาก นับว่ามีความยากลำบากยิ่งขึ้นแน่นอน แต่หากเตรียมพร้อมอย่างดี ก็จะผ่านพ้นปัญหาเหล่านี้ไปได้ในที่สุด
*********************************************************
ที่มา:Wall Street Journal
เรื่อง: “Customs crackdown leads to blocked, destroyed imports”
โดย:Esther Fung
สคต. ไมอามี /วันที่ 26 ธันวาคม 2568
อ่านข่าวฉบับเต็ม : มาตรการศุลกากรทำให้สินค้านำเข้าถูกสกัดและเสียหาย
