หนังสือพิมพ์ธุรกิจท้องถิ่นเดนมาร์ก Børsen รายงานว่า บริษัท Skov ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Glyngøre ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเดนมาร์ก ซึ่งมีบริษัท Big Dutchman จากเยอรมนีเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กำลังเดินหน้าเปิดศูนย์โลจิสติกส์แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ภายในเดือนนี้ และในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มใช้งานส่วนโรงงานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ในเมือง Glyngøre ซึ่งจะใช้สำหรับการผลิตเซนเซอร์โดยเฉพาะ
บริษัท Nordvestjyske Skov A/S เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีเฉพาะทางด้านระบบระบายอากาศและโซลูชันสภาพภูมิอากาศให้กับภาคการเกษตรรายสำคัญของเดนมาร์กและตลาดโลก โดยในปีงบประมาณ 2024/25 บริษัทสามารถสร้างผลประกอบการสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ภาคเกษตรทั้งในเดนมาร์ก และหลายประเทศจะเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้เกษตรกรจำนวนมากชะลอการลงทุน ทั้งในด้านการผลิตเนื้อสัตว์ นม และพืชผลทางการเกษตรก็ตาม
ผลประกอบการของ Skov เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 25% แตะระดับเกือบ 1,400 ล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 6,900 ล้านบาท) และกำไรก่อนภาษีสูงถึงราว 250 ล้านโครนเดนมาร์ก (ประมาณ 1,2222 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากปีก่อนหน้า นับเป็นผลงานที่เหนือกว่าคู่แข่งรายใหญ่อื่นในอุตสาหกรรม agro-technology ของเดนมาร์ก เช่น Skiold Group และ Samson Group ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ปัจจุบัน Skov มีพนักงานเกือบ 500 คน และคาดว่าจะยังคงมีการเติบโตต่อเนื่องทั้งในตลาดเดนมาร์ก และตลาดต่างประเทศในปีงบประมาณถัดไป
ในตลาดภายในประเทศ แนวโน้มสำคัญคือการรวมศูนย์การผลิต โดยเฉพาะการเลี้ยงสุกรที่มีผู้ผลิตน้อยรายลงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น และกลุ่มผู้ผลิตเหล่านี้ยังคงลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นผู้ผลิตสุกรบางรายขยายไปสู่การเลี้ยงไก่ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการโซลูชันด้านการระบายอากาศและการควบคุมสภาพแวดล้อมในฟาร์มสัตว์ปีกเพิ่มสูงขึ้น Skov จึงคาดว่าจะสามารถส่งมอบอุปกรณ์ให้ฟาร์มสัตว์ปีกในเดนมาร์กเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2025/26
ในระดับนานาชาติ การลงทุนของ Skov ในทวีปอเมริกาเหนือและใต้เริ่มให้ผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม และบริษัทมีแผนขยายความพยายามในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ก็มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของเทคโนโลยีเดนมาร์กในภาคเกษตรที่เน้นประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และระบบอัตโนมัติ
อีกประเด็นสำคัญคือการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ Skov ได้เข้าซื้อกิจการบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ในฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เพื่อเข้าสู่กลุ่มธุรกิจระบบระบายอากาศสำหรับเรือนกระจก ซึ่งเป็นตลาดที่คาดว่าจะเติบโตจากแนวโน้มการเพิ่มการผลิตอาหารจากพืช (plant-based foods) สอดคล้องกับทิศทางด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารของยุโรป
ในด้านความท้าทาย Skov เคยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงการผลิตโปรตีนจากแมลงรายใหญ่ในยุโรปเหนือผ่านบริษัท Enorm ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จและยุติกิจการเมื่อต้นปี อย่างไรก็ตาม บริษัทในเครืออย่าง XIO A/S ที่พัฒนาโซลูชันระบบอัตโนมัติและโลจิสติกส์ขั้นสูงสำหรับการผลิตแมลง อยู่ระหว่างการปรับกลยุทธ์เพื่อนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรด้านอื่นแทน
ดังที่ได้กล่าวไป Skov ยังคงเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเตรียมเปิดศูนย์โลจิสติกส์แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ในเดือนนี้ ซึ่งสะท้อนความสำคัญของเอเชียในฐานะตลาดและฐานปฏิบัติการ นอกจากนี้ โรงงาน ในเมือง Glyngøre ของเดนมาร์กกำลังเปิดสายการผลิตใหม่ที่ปรับปรุงแล้ว ซึ่งจะมุ่งเน้นการผลิตเซนเซอร์โดยเฉพาะ ตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัจฉริยะในอนาคตของภาคเกษตร
บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต.:
แม้ภาคเกษตรโลกจะเผชิญแรงกดดันจากนโยบายสิ่งแวดล้อม ความไม่แน่นอนด้านโครงสร้างการผลิต และการเปลี่ยนผ่านระบบอาหาร แต่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเกษตรเฉพาะทางที่สามารถตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และระบบอัตโนมัติ เช่น Skov A/S ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่มูลค่าเกษตรสมัยใหม่ในระดับโลก การขยายธุรกิจของ Skov มายังประเทศไทยในฐานะศูนย์โลจิสติกส์ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเชิงตลาดและการปฏิบัติการ
ในเชิงโอกาสของไทย การมีผู้ประกอบการเทคโนโลยีเกษตรระดับโลกเข้ามาตั้งฐานในประเทศ ช่วยสะท้อนทิศทางและมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมสภาพแวดล้อมในฟาร์ม การใช้เซนเซอร์ การจัดการพลังงาน และระบบอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของ smart farming, precision agriculture และ food safety แม้จะยังไม่มีความร่วมมือโดยตรง แต่ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยอาจสามารถใช้ข้อมูล ข่าวสาร และกรณีศึกษาจากการดำเนินธุรกิจของ Skov เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงเปรียบเทียบ (benchmark) เพื่อประเมินช่องว่างทางเทคโนโลยีและยกระดับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารในประเทศ
นอกจากนี้ การขยายตัวของเทคโนโลยีลักษณะเดียวกับ Skov ยังสะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรในอนาคตจะไม่อยู่ที่ต้นทุนแรงงานหรือปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ประสิทธิภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดยุโรปและตลาดพัฒนาแล้วให้ความสำคัญมากขึ้น ไทยจึงอาจสามารถใช้ทิศทางดังกล่าวเป็นกรอบในการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์ โรงเรือนอัจฉริยะ โรงงานแปรรูปอาหาร และการผลิตอาหารแห่งอนาคต
อ่านข่าวฉบับเต็ม : Skov ผู้ให้บริการเทคโนโลยีเกษตรเฉพาะทางจากเดนมาร์ก ทำสถิติผลประกอบการสูงสุด พร้อมขยายฐานสู่ประเทศไทย และตลาดโลก
