หน้าแรกTrade insightธุรกิจ Logistics > อินโดนีเซียสั่งห้ามนำเข้า 12 สินค้า สะท้อนทิศทางนโยบายการนำเข้าของอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียสั่งห้ามนำเข้า 12 สินค้า สะท้อนทิศทางนโยบายการนำเข้าของอินโดนีเซีย

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศห้ามนำเข้าสินค้าอาหารและไม่ใช่อาหารรวม 12 รายการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองเกษตรกรและอุตสาหกรรมภายในประเทศ และถือเป็นสัญญาณว่าทิศทางนโยบายการนำเข้าของอินโดนีเซียภายใต้การนำของ ปราโบโว ซูเบียนโต ได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่อย่างชัดเจน 

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568 กระทรวงประสานงานด้านอาหารของอินโดนีเซียมีมติให้คงมาตรการห้ามนำเข้าข้าวบริโภคทั่วไปต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีการระงับการนำเข้าข้าวพิเศษที่ใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม น้ำตาลเพื่อการบริโภค (น้ำตาลทรายขาว) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกกฎกระทรวงพาณิชย์ (Permendag) เลขที่ 47 ปี 2568 ว่าด้วยสินค้าห้ามนำเข้า ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บูดี ซานโตโซ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568

กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงพาณิชย์เลขที่ 40/2565 ซึ่งเดิมเป็นการแก้ไขกฎกระทรวงพาณิชย์เลขที่ 18/2564 ว่าด้วยสินค้าห้ามส่งออกและสินค้าห้ามนำเข้า

ตามมาตรา 2 ของกฎกระทรวงพาณิชย์เลขที่ 47/2568 รัฐบาลกำหนดห้ามนำเข้าสินค้าอาหารและไม่ใช่อาหารจำนวน 12 รายการ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว สารทำลายชั้นโอโซน กระสอบและถุงใช้แล้ว เสื้อผ้าใช้แล้ว สินค้าที่ใช้ระบบทำความเย็นสำหรับเครื่องดับเพลิง สินค้าที่ใช้ระบบทำความเย็นอื่น ๆ นอกเหนือจากเครื่องดับเพลิง และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ระบบทำความเย็น (ที่ใช้สาร CFC, HCFC-22 และ HCFC-123นอกจากนี้ ยังรวมถึง วัตถุดิบยาและอาหารบางชนิด วัตถุอันตรายและสารพิษ ของเสียอันตรายและของเสียไม่อันตรายที่ขึ้นทะเบียน เครื่องมือการเกษตรดั้งเดิม เครื่องมือแพทย์ที่มีส่วนผสมของปรอท โดยสินค้าบางรายการมีคำอธิบายหรือเงื่อนไขเฉพาะกำกับไว้เพิ่มเติม

สำหรับ น้ำตาล กฎกระทรวงกำหนดห้ามนำเข้าจำนวน 3 ประเภท ได้แก่

  1. น้ำตาลดิบ (Raw Crystal Sugar: GKM)

  2. น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ (Refined Crystal Sugar: GKR)

  3. น้ำตาลทรายขาวเพื่อการบริโภค (White Crystal Sugar: GKP)

ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำตาลจากหัวบีต น้ำตาลจากอ้อย และซูโครสบริสุทธิ์ในรูปของแข็ง

รัฐบาลยังระบุคุณลักษณะของน้ำตาลแต่ละประเภทไว้อย่างชัดเจน โดย

  • GKM รวมถึงน้ำตาลจากอ้อยและหัวบีตที่มีค่ามาตรฐานความบริสุทธิ์ (ICUMSA) ต่ำกว่า 600 IU รวมถึงซูโครสทางเคมี

  • GKR หมายถึงน้ำตาลที่ผ่านการกลั่นซึ่งมีค่า ICUMSA ต่ำกว่า 75 IU

  • GKP หมายถึงน้ำตาลที่มีการเติมสีหรือกลิ่น และมีค่า ICUMSA ต่ำกว่า 76 IU หรือในบางกรณีต่ำกว่า 300 IU

ในส่วนของ ข้าว ประเภทที่ห้ามนำเข้า ได้แก่ ข้าวกึ่งสีหรือข้าวสีเต็มเมล็ด ข้าวนึ่ง (parboiled rice) ข้าวหัก รวมถึงข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาติ ข้าวมาลีส และข้าวหอมชนิดอื่น ๆ

โดยอินโดนีเซียมีวัตถุประสงค์ไม่นำเข้าข้าวเพื่อการบริโภค แต่ไม่ห้ามในส่วนของข้าวหักที่ใช้ในอุตสาหกรรม

ในปี 2568 รัฐบาลยังเคยกำหนดโควตานำเข้าข้าวอุตสาหกรรมให้แก่ผู้ประกอบการเอกชน 13 ราย ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งข้าวและวุ้นเส้น อย่างไรก็ตาม การระงับการนำเข้าข้าวสองประเภทดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจ หันมาใช้ข้าวหักและข้าวเหนียวหักที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเปิดให้นำเข้า น้ำตาลดิบ (GKM) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ปริมาณรวม 3.12 ล้านตัน รวมถึงโควตานำเข้า 508,360 ตัน สำหรับน้ำตาลดิบและน้ำตาลพิเศษภายใต้โครงการ Import Facility for Export Purposes – Raw Materials Facility

ความคิดเห็นของสำนักงาน

กระทรวงการค้า สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้ออกกฎกระทรวงการค้า เลขที่ 47/2025 ว่าด้วยสินค้าที่ห้ามนำเข้า ประกาศเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้มีสินค้าห้ามนำเข้า (Import Prohibited) จำนวน 12 รายการ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของประเทศไทยไปยังอินโดนีเซียในบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว และสินค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น

อย่างไรก็ตาม สคต. ณ กรุงจาการ์ตาได้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพบว่า สินค้าน้ำตาลตามพิกัด HS 1701 ซึ่งครอบคลุมน้ำตาลดิบและน้ำตาลทรายขาวบางประเภท ถูกกำหนดให้เป็นสินค้าห้ามนำเข้า ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลดิบรายสำคัญไปยังอินโดนีเซีย โดยในปี 2568 (มกราคม–พฤศจิกายน) ไทยมีมูลค่าส่งออกน้ำตาลไปยังอินโดนีเซียถึง 725 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำตาล เนื่องจากกำลังการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลอินโดนีเซียอาจพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลบางส่วน โดยอิงจากปริมาณอนุญาตนำเข้าของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การนำเข้ายังสามารถดำเนินการนำเข้าน้ำตาลดิบเพื่อการแปรรูปได้ภายใต้กฎกระทรวงการค้า เลขที่ 31/2025 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้ คือแม้สินค้าจะอยู่ในบัญชีห้ามนำเข้า ก็ยังสามารถยื่นขอใบอนุญาตนำเข้า (Import Approval: PI) ได้ โดย Importer Producer และกฎกระทรวงการค้า เลขที่ 47/2025 มิได้อ้างอิงหรือยกเลิกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว

 

สำหรับสินค้าข้าว กฎกระทรวงการค้าอินโดนีเซียได้กำหนดข้อจำกัดการนำเข้าข้าวหลายประเภทภายใต้พิกัด HS 1006 อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ และข้าวบาสมาติ โดยการพิจารณาอนุญาตนำเข้าไม่ได้ยึดตามชนิดข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานและสถานะของผู้นำเข้าเป็นสำคัญ

โดยในปี 2568อินโดนีเซียมีปริมาณสต็อกข้าวภายในประเทศประมาณ 3.5 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีแนวโน้มที่จะยังคงจำกัดหรือไม่เปิดให้นำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคโดยตรงต่อไปตามนโยบายที่ใช้ในปีก่อนหน้า การนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคจะดำเนินการได้เฉพาะผ่านรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เช่น Bulog, Sarinah และ RNI และจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหรือความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ขณะเดียวกัน ภายใต้กฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 31/2025 อินโดนีเซียยังคงอนุญาตให้นำเข้าข้าวเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยผู้ประกอบการที่มีสถานะเป็น Importer Producer (IP) ทั้งนี้ ต้องได้รับการอนุมัติการนำเข้าก่อน ข้าวที่นำเข้าภายใต้โครงการ IP จะต้องนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการผลิตหรือการแปรรูปทางอุตสาหกรรมเท่านั้น และไม่อนุญาตให้นำไปจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งกฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 47/2025 มิได้มีการอ้างถึง แก้ไข หรือเพิกถอนกฎระเบียบ ฉบับที่ 31/2025 แต่อย่างใด ดังนั้น ระบบการนำเข้าตามที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ ฉบับที่ 31/2025 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ โดยมีการแยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคโดยตรง ซึ่งจำกัดให้เฉพาะรัฐวิสาหกิจเท่านั้น กับการนำเข้าข้าวเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยผู้ถือสถานะ Importer Producer ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง

ในส่วนของสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น กฎกระทรวงฯ ได้ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารทำความเย็นในบัญชีต้องห้าม ได้แก่ CFC, HCFC-22 และ HCFC-123 จากการสอบถามสมาคมเครื่องทำความเย็นไทย พบว่า สารดังกล่าวถูกห้ามผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว จึงประเมินว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในทางปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน สินค้าห้ามนำเข้าอื่น ๆ เช่น ถุงใช้แล้ว กระสอบใช้แล้ว เสื้อผ้าใช้แล้ว วัตถุอันตราย ของเสียอันตราย วัตถุดิบทางเภสัชกรรมและอาหารบางประเภท เครื่องมือแพทย์ที่มีส่วนประกอบของปรอท รวมถึงเครื่องมือการเกษตรดั้งเดิม เป็นสินค้าที่อินโดนีเซียมุ่งปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติไม่พบการส่งออกจากประเทศไทย หรือไม่จัดเป็นสินค้าเป้าหมายในการส่งออกของไทย ส่งผลให้ภาพรวมมาตรการดังกล่าวกระทบต่อผู้ประกอบการไทยเฉพาะบางสินค้า โดยเฉพาะน้ำตาลเป็นหลัก ขณะที่สินค้าอื่นยังอยู่ในระดับผลกระทบจำกัด

อ่านข่าวฉบับเต็ม : อินโดนีเซียสั่งห้ามนำเข้า 12 สินค้า สะท้อนทิศทางนโยบายการนำเข้าของอินโดนีเซีย

Login

ปิดโหมดสีเทา