หน้าแรกTrade insightการค้าระหว่างประเทศ > สื่อมวลชนต่างประเทศจับตาผลกระทบของสงครามอิหร่าน–สหรัฐ–อิสราเอลต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

สื่อมวลชนต่างประเทศจับตาผลกระทบของสงครามอิหร่าน–สหรัฐ–อิสราเอลต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานผลกระทบทางการเงินต่ออินโดนีเซียอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา (สหรัฐฯ) และอิสราเอล

รายงานของ Al Jazeera เมื่อวันจันทร์ (23 มีนาคม 2026) ระบุว่า อินโดนีเซียกำลังพยายามประหยัด งบประมาณสูงถึง 80 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อปกป้องเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

ทั้งนี้ อินโดนีเซียประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพิจารณามาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงการนำระบบทำงานจากที่บ้าน (Work From Home: WFH) มาใช้กับข้าราชการและพนักงานในภาครัฐ บางส่วน

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต กล่าวว่า รัฐบาลกำลัง “พยายามอย่างเต็มที่” ในการลดค่าใช้จ่าย ด้วยการลด การใช้พลังงานและเพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปราโบโวได้เรียกประชุมรัฐมนตรีหลายคนเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มีนาคม 2026) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์โลก รวมถึงราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยได้ออกมาตรการ หลายประการเพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อประชาชน

รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต กล่าวภายหลังการประชุมว่า นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมาย เพื่อรักษาการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ต่ำกว่า 3% ของ GDP

“เรากำลังดูแลให้งบประมาณของรัฐมีการขาดดุลต่ำกว่า 3% ตามแนวทางจากการประชุมคณะรัฐมนตรีและกาหารืกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการเพิ่มประสิทธิภาพในหลายกระทรวงและหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถ ควบคุมการขาดดุลให้อยู่ในระดับ 3% ได้” แอร์ลังกากล่าว

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเพิ่มปริมาณการผลิตถ่านหินผ่านการปรับแผนงานและงบประมาณ ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับนโยบายภาษีส่งออกถ่านหิน เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ สอดคล้องกับแนวโน้มราคาสินค้า โภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

ในภาคพลังงาน รัฐบาลเร่งเปลี่ยนโรงไฟฟ้าดีเซล (PLTD) ไปเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PLTS) เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูง โดยมอบหมายให้หน่วยงานบริหารการลงทุน Danantara ดำเนินการโดย เร่งด่วน

รัฐบาลยังอยู่ระหว่างพิจารณานโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น โดยให้ทำงานจากที่บ้าน 1 วันในสัปดาห์การทำงาน 5 วัน “มีการประหยัดจากการลดการเดินทาง โดยเฉพาะค่าน้ำมัน ซึ่งสามารถลดลงได้ประมาณหนึ่งในห้าของ ค่าใช้จ่ายปกติ” แอร์ลังกาอธิบาย

ขณะนี้ รัฐบาลกำลังจัดทำรายละเอียดเชิงเทคนิคของนโยบายดังกล่าว โดยคาดว่าจะไม่เพียงใช้กับข้าราชการเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ในภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นได้

แผนดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการหลังเทศกาลอีดิลฟิตรีในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่แน่ชัดยังอยู่ ระหว่างการพิจารณา

“เราจะติดตามสถานการณ์ทั้งราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามและจะดำเนินการตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ไป” เขากล่าวสรุป

ในบรรดามาตรการทั้งหมด รัฐบาลไม่ได้เลือกใช้วิธีปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรการเหล่านี้ สะท้อนถึง แนวทางที่รอบคอบ และยืดหยุ่นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความมั่นคงด้าน พลังงานและความเข้มแข็งของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับสูงสำหรับประชากรกว่า 284 ล้านคน โดยครอบคลุม ต้นทุนเชื้อเพลิงประมาณ 30–40% สำหรับผู้บริโภค และคิดเป็นประมาณ 15% ของงบประมาณภาครัฐ

 

ความเห็นสำนักงาน

อินโดนีเซียกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลอินโดนีเซียจึงเตรียมมาตรการประหยัดงบประมาณมูลค่าสูงถึง 80 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและควบคุมการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ต่ำกว่า 3% ของ GDP มาตรการสำคัญ ได้แก่ การลดการใช้พลังงาน การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน (โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์) การเพิ่มการผลิตถ่านหินและพิจารณาปรับภาษีส่งออก การเปลี่ยนโรงไฟฟ้าดีเซลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนการส่งเสริมระบบทำงานจากที่บ้าน (WFH) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการหลังเทศกาลอีดิลฟิตรีนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาน้ำมัน แม้จะมีภาระการอุดหนุนพลังงานในระดับสูง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอินโดนีเซียให้ความสำคัญอย่างมากกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอก โดยเลือกใช้มาตรการเชิงบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพ มากกว่าการผลักภาระไปยังประชาชนผ่านการขึ้นราคาพลังงาน ซึ่งจะช่วยรักษากำลังซื้อภายในประเทศในระยะสั้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มการพึ่งพาถ่านหินอาจขัดกับแนวโน้มพลังงานสะอาดในระยะยาว ขณะที่การเร่งพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงไทย ในด้านเทคโนโลยีพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ นโยบาย WFH และการประหยัดพลังงานอาจส่งผลให้รูปแบบการบริโภคและภาคบริการบางส่วนเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจอินโดนีเซียในระยะต่อไป

อ่านข่าวฉบับเต็ม : สื่อมวลชนต่างประเทศจับตาผลกระทบของสงครามอิหร่าน–สหรัฐ–อิสราเอลต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

Login

ปิดโหมดสีเทา