สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนทางการค้า ภายหลังจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเพิ่มสูงขึ้น จนสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือ Strait of Hormuz ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เนื่องจากมีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจำนวนมากจากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลางผ่านเส้นทางดังกล่าวในแต่ละวัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของการค้าพลังงานโลก ความไม่แน่นอนในบริเวณดังกล่าวจึงส่งผลต่อตลาดน้ำมันโลกทันทีผ่านการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบและสร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศผ่อนผันการบังคับใช้ Jones Act เป็นระยะเวลา 60 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้เรือต่างชาติสามารถเข้ามาขนส่งน้ำมันและสินค้าพลังงานระหว่างท่าเรือภายในสหรัฐอเมริกาได้ชั่วคราว มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านโลจิสติกส์ ลดข้อจำกัดด้านจำนวนเรือขนส่ง และเร่งการกระจายพลังงานไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ ซึ่งพึ่งพาการลำเลียงเชื้อเพลิงจากรัฐผู้ผลิตภายในประเทศเป็นจำนวนมาก
ตามปกติ กฎหมาย Jones Act กำหนดให้การขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือภายในสหรัฐต้องใช้เรือที่สร้างในสหรัฐ ใช้ธงชาติสหรัฐ และมีลูกเรือสัญชาติอเมริกันทั้งหมด กฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมการเดินเรือภายในประเทศและรักษาความมั่นคงด้านการขนส่งทางทะเลของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงานหรือภัยพิบัติ รัฐบาลสหรัฐมักใช้มาตรการยกเว้นชั่วคราวเพื่อให้สามารถใช้เรือต่างชาติช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนด้านพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งภายในประเทศในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังเห็นว่าไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากปัจจัยหลักยังคงมาจากความเสี่ยงของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตในหลายภาคส่วนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิตอาหาร อุตสาหกรรม และการขนส่งระหว่างประเทศ
ในมิติทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ยังมีนัยสำคัญต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางเรืออาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรือพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกในบางกลุ่ม หากต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มมูลค่าเพิ่มสูงหรือสินค้าที่มีความแตกต่างเฉพาะตัว ก็ยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ในระยะต่อไป ทั้งนี้ การติดตามนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานของสหรัฐอย่างต่อเนื่องยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายภายในประเทศสหรัฐมักส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง
ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก
ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าระวางเรือ และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐ พร้อมทั้งควรวางแผนบริหารต้นทุนล่วงหน้า เช่น การเจรจาค่าขนส่ง การจัดตารางการส่งออกให้เหมาะสม และการเลือกเส้นทางขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงาน นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยควรมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีเอกลักษณ์ และมีความแตกต่าง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง
อ่านข่าวฉบับเต็ม : สหรัฐฯ ผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมาย Jones Act ชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
