หน้าแรกTrade insightยานยนต์เเละส่วนประกอบ > ผู้บริโภคสหรัฐฯ ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้นเพราะมาตรการภาษีศุลกากร

ผู้บริโภคสหรัฐฯ ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้นเพราะมาตรการภาษีศุลกากร

เนื้อหาสาระข่าว: องค์กร Alliance for American Manufacturing (AAMG) รายงานว่า ในช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี ผู้บริโภคชาวอเมริกันมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้า “ผลิตในสหรัฐอเมริกา” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากนโยบายภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์และกระแสความรักชาติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดระบุว่า ชาวอเมริกัน ร้อยละ 50 มีความตั้งใจจะเลือกซื้อของขวัญที่ผลิตในประเทศมากกว่าปีก่อน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคที่สำคัญ

แนวโน้มดังกล่าวเชื่อมโยงกับวาระ “America First” ของประธานาธิบดีทรัมป์ และบรรยากาศเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของประเทศในปีถัดไป โดยผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศมีความคุ้มค่ามากกว่า เนื่องจากไม่ต้องแบกรับต้นทุนภาษีนำเข้า นายสกอตต์ พอล ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AAMG ระบุว่า ผู้บริโภคที่คำนึงถึงราคา “ตระหนักโดยสัญชาตญาณ” ว่าการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศเป็นวิธีหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน แม้ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ยังคงจำหน่ายสินค้านำเข้าเป็นหลัก แต่ยังมีสินค้าบางประเภทที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนสูง เช่น รองเท้า Allen Edmonds จากรัฐวิสคอนซิน เสื้อโค้ท Mackinaw ของ Filson จากเมืองซีแอตเทิล และแผ่นรองจานสานของ Chilewich จากรัฐจอร์เจีย ทั้งนี้ AAMG ได้จัดทำ คู่มือของขวัญผลิตในอเมริกา ประจำปี 2025 เพื่อสนับสนุนผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปลอดภาษีนำเข้า

นโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งใช้อัตราภาษีนำเข้าระดับสองหลักกับสินค้าในหลายหมวด เพื่อทำให้สินค้านำเข้ามีความน่าสนใจน้อยกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูภาคการผลิตภายในประเทศ กระตุ้นการจ้างงาน และเพิ่มรายได้แรงงาน นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กรอบภาษีดังกล่าวเป็นเสมือน “ก้อนน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ละลาย” ซึ่งจะหมดความจำเป็นลง หากสหรัฐฯ สามารถดึงฐานการผลิตกลับคืนได้สำเร็จ แม้จะถูกวิจารณ์ว่าภาษีนำเข้าทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการส่งผ่านภาระภาษีไปยังผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาว นายคุช เดไซ ยืนยันว่า นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ฟื้นฟู “ความภูมิใจในสินค้า Made in USA” ให้กลับมาได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผลสำรวจของ AAMG ยังพบว่า ผู้บริโภคชาวอเมริกันมีทัศนคติสนับสนุนสินค้าในประเทศอย่างชัดเจน โดยร้อยละ 83 ระบุว่าจะซื้อสินค้าอเมริกันมากขึ้นหากมีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย และร้อยละ 82 จะเลือกสินค้าที่ผลิตในประเทศแทนสินค้านำเข้าหากมีคุณสมบัติเทียบเท่า มีเพียง ร้อยละ 9 เท่านั้นที่ระบุว่ามีแนวโน้มซื้อน้อยลงในปีนี้

อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่สินค้าหลายประเภทไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบหรือการผลิตภายในประเทศได้ เช่น สมาร์ทโฟน เกมกระดาน และของตกแต่งเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งต้องพึ่งพากำลังการผลิตจากต่างประเทศ นายบอยด์ สตีเฟนสัน จากบริษัท Hobby Games ระบุว่า การผลิตส่วนประกอบเกมกระดาน เช่น ตัวหมากและชิ้นส่วนต่าง ๆ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีนเกือบทั้งหมด

แม้สินค้านำเข้ามักมีราคาต่ำกว่า เนื่องจากต้นทุนแรงงานและอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อประโยชน์ แต่ AAMG ชี้ว่า สินค้าที่ผลิตในประเทศมีความทนทาน คุณภาพสูง และให้ความคุ้มค่าระยะยาวมากกว่า โดยบริษัท Filson เปิดเผยว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความประณีตและคุณภาพการผลิตมากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการลดการซื้อสินค้าแบบหมุนเวียนเร็ว และต้องการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนจากภาษีนำเข้า

บทวิเคราะห์: นโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มส่งผลชัดเจนต่อการค้า โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาระบุว่า นโยบายภาษีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้ในวงกว้างเริ่มส่งผลต่อภาคการค้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยปริมาณการนำเข้าลดลงอย่างมากและดุลการค้าของสหรัฐฯ แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (U.S. Bureau of Economic Analysis) ชี้ว่าการนำเข้าสินค้าในเดือนสิงหาคมลดลง 18.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ร้อยละ 5.1 จากเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 340.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกสินค้าอยู่ที่ 280.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนก่อนหน้า ผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ดุลการค้าของสหรัฐฯ แคบลง 18.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ ร้อยละ 24 จาก 78.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม ลดลงเหลือ 59.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีความสำคัญเนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้บังคับใช้นโยบายภาษีเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม หลังจากประกาศเป็นระยะมานานหลายเดือน ภายใต้นโยบายดังกล่าว ประเทศส่วนใหญ่ต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าขั้นต่ำ ร้อยละ 10 สำหรับสินค้าที่ส่งเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยอัตราภาษีแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้าและประเทศต้นทาง โดยบางประเทศ เช่น อินเดียและบราซิล เผชิญอัตราภาษีสูงถึง ร้อยละ 50 

ข้อมูลจาก Budget Lab ของมหาวิทยาลัยเยลระบุว่า ปัจจุบันอัตราภาษีถัวเฉลี่ยที่สหรัฐฯ จัดเก็บต่อสินค้านำเข้าอยู่ที่ ร้อยละ 18.3 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า หลายประเทศได้จัดเก็บภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน ขณะที่ยังคงเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ อย่างสะดวก ดังนั้นสหรัฐฯ จำเป็นต้องดำเนินมาตรการดังกล่าวเพื่อตอบโต้ นโยบายภาษีของเขามีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อลดดุลการค้าที่สหรัฐฯ เสียเปรียบอย่างต่อเนื่อง โดยหลายประเทศส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก แต่ซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ในปริมาณที่น้อยกว่ามาก ทั้งนี้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรปได้ปรับลดอัตราภาษีลงหลังให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และลงทุนในภาคการผลิตภายในประเทศสหรัฐฯ

โฆษกทำเนียบขาว นายคุช เดไซ ระบุว่า “ดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็วถึง ร้อยละ 16.4 ในเดือนสิงหาคม 2025 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการส่งออกของสหรัฐฯ ขยายตัวสูงขึ้นและการนำเข้าลดลง ถือเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าวาระทางเศรษฐกิจและการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน” พร้อมย้ำว่าเมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและข้อตกลงทางการค้าฉบับประวัติศาสตร์ของรัฐบาลมีผลเต็มที่ รวมถึงการลงทุนมหาศาลในภาคการผลิตภายในประเทศ “ชาวอเมริกันสามารถมั่นใจได้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดกำลังจะมาถึง”

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ดุลการค้าไม่ใช่ปัจจัยที่บ่งชี้ผลเสียเสมอไป เนื่องจากบางประเทศผลิตสินค้าที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องการ หรือสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ 

ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีพร้อมเจรจาปรับลดอัตราภาษี หากเห็นว่ามาตรการดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ โดยย้ำว่าภาษีนำเข้าถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มรายได้รัฐ เสริมอำนาจต่อรองทางการทูต และกระตุ้นให้การผลิตย้ายกลับสู่สหรัฐฯ

มาตรการภาษีบางส่วนกำลังเผชิญการท้าทายทางกฎหมาย โดยศาลสูงสหรัฐฯ กำลังพิจารณาคำร้องจากผู้ประกอบการรายย่อยที่ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตตามกฎหมายปี 1977 ในการกำหนดอัตราภาษีรายประเทศอย่างเอกเทศ ผู้พิพากษาบางส่วนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว โดยเห็นว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีนำเข้าที่ใช้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็กและรถยนต์ จะไม่ได้รับผลกระทบจากคดีดังกล่าว และหากมาตรการภาษีรายประเทศถูกศาลเพิกถอน ประธานาธิบดีทรัมป์อาจใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นแทนก็ได้

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการสิ้นสุดของยุคแห่งการค้าเสรี และผลประโยชน์จากการใช้แหล่งผลิตที่มีความเชี่ยวชาญสูงจนมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดลงได้ แม้สหรัฐฯ จะรับทราบดีถึงความไม่เชี่ยวชาญของตน และกับดักต้นทุนที่มีมูลค่าสูงในลำดับต้นๆ ของโลกของตลาดตนเอง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะต้องพยายามดึงดูดให้ผู้ผลิตสินค้าสำหรับตลาดสหรัฐฯ ต้องย้ายกลับมาผลิตภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ นโยบายดังกล่าวนี้ นำโลกกลับสู่ยุคแห่งการกีดกันทางการค้าอีกครั้ง ผู้ประกอบการบริษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ เคยได้กำไรมหาศาลจากความเชี่ยวชาญของแหล่งผลิตจนมีต้นทุนต่ำลงกว่าเดิมมาก แต่เมื่อสินค้าเหล่านั้นกลับมาจำหน่ายในสหรัฐฯ ส่วนต่างที่ได้ก็ไม่ได้ถูกแจกจ่ายกลับมายังสังคมสหรัฐฯในรูปแบบส่วนลดแต่อย่างไร ขนาดของกำไรที่ต่างกว่าเดิมมากนั้นกลับถูกนำมาบริหารจัดการในการเจาะเข้าตลาดใหม่ๆ หักกลบกันเพื่อให้สามารถจำหน่ายเข้าตลาดใหม่ที่อาจเคยเข้าถึงได้ยากจนสำเร็จ แต่ผลประโยชน์ ก็ไม่ได้กลับเข้าภาครัฐของสหรัฐฯ อยู่ดี 

หากยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ก็บอกยากว่าตลาดโลกจะปรับตัวไปสู่จุดใด นานาประเทศจะแข่งกันออกนโยบายกีดกันสินค้าจากต่างประเทศกันมากขึ้นหรือไม่ หรือประเทศที่ต้องการให้มีการค้าเสรีจะหันมาจับมือกันโดดเดี่ยวสหรัฐฯ กันบ้างไหม แล้วจะทำให้สหรัฐฯ ยอมปรับนโยบายหันหลังกลับมาเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดเช่นที่เคยเป็นมาในที่สุดหรือไม่

นักวิเคราะห์บางสำนักถึงกับชี้ว่าเป็นสัญญาณว่า สหรัฐฯ กำลังปรับตัวให้ตนเองมีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 เพราะหากตลาดสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาสินค้าต่างๆ ตั้งแต่ระดับสินค้าปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อยู่ ตลอดไปจนถึงสินค้าไฮเทค สินค้าประเภทยุทธปัจจัยต่างๆ หากต้องทำสงครามระดับโลกเข้าจริงๆ แล้วยังต้องพึ่งพาสินค้าจากนอกประเทศถึงร้อยละ 8-90 คงจะไปต่อได้ยาก ปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะท่วมประเทศของสหรัฐฯ ก็เป็นอีกปัจจัยที่นักวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่าสงครามโลกใกล้เข้ามาแล้ว สะท้อนถึงสังคมทุนนิยมที่กิจการต่างๆ อยู่ในมือของนักลงทุนในภาคเอกชน หากไม่สามารถเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ รายได้จากภาษีเพียงช่องทางเดียวก็ยากจะมาหักกกลบลบหนี้ให้หมดลงได้ ภาษีศุลกากรจากการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ กลายเป็นช่องทางหาเงินรายได้เข้าสู่รัฐเพิ่มขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แม้ศาลสูงจะตัดสินให้รัฐบาลทรัมป์ต้องคืนเงินภาษีต่างตอบแทน ก็คงเป็นการคืนให้ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าเข้าสหรัฐฯ ได้เป็นกำไรส่วนเกินจากภาระภาษีที่ผลักไปให้ผู้บริโภคไปก่อนหน้านี้แล้วเท่านั้น เรื่องที่จะนำมาคืนให้ผู้บริโภคหรือแหล่งผลิตในต่างประเทศ คงไม่ใช่เรื่องที่อาจจะเอาไปฝันหวานกันได้ แล้วรัฐบาลของทรัมป์ก็จะยังคงหาช่องทางอาศัยกฎหมายฉบับอื่นๆ หรือเสียงสนับสนุนจากสภาคองเกรสโดยอาศัยผลจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นในการเรียกเก็บภาษีอีกให้ได้อยู่ดี หลายๆ แห่งยังวิเคราะห์ต่อไปว่า ในที่สุดสหรัฐฯ อาจค่อยๆ ทยอยเพิ่มการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าหมวดต่างๆ ในอัตราพิเศษดังที่ใช้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็กและรถยนต์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯที่พึงจะทำได้อยู่แล้ว ไปจนครบทุกๆ อุตสาหกรรมที่ต้องการให้กลับมาผลิตในประเทศ เพราะจู่ๆ หากจะเรียกเก็บอัตราภาษีแบบถล่มแหล่งผลิตนอกประเทศอย่างรุนแรงพร้อมๆ กันทุกอุตสาหกรรม นานาประเทศอาจจับมือกันตอบโต้สหรัฐฯ ประเทศเดียวก็เป็นไปได้ โดยภาษีต่างตอบแทนนั้นถูกใช้เป็นเพียงนกต่อล่อให้นานาประเทศหันไปสนใจแล้วก็ขุดทรัพย์สิน ทรัพยากร การสัญญาว่าจะสั่งซื้อสินค้าสหรัฐฯ นานชนิด เงินลงทุนทุกอย่างเท่าที่พอจะคว้าออกมาประเคนเสนอให้สหรัฐฯ พิจารณาเพื่อลดภาษีต่างตอบแทนของประเทศตนลงอีกสักร้อยละ 2-3 ก็ยินดีกันเป็นการใหญ่แล้ว ทั้งที่เคยไม่ต้องจ่ายเลยมาก่อนก็ตาม

แน่นอนว่าตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่มาก และตราบเท่าที่สหรัฐฯไม่ได้ปิดประเทศ ก็ยังไม่มีทางที่จะผลิตสินค้าที่จำเป็นทุกอย่างภายในประเทศได้ อัตราภาษีศุลกากรที่ใช้บังคับกับทุกประเทศแหล่งผลิตทั่วโลกเป็นเพียงแรงจูงใจให้กลับมาผลิตในประเทศมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ และผู้ผลิตที่หันกลับหลังมาผลิตในสหรัฐฯ แล้วเองนั้นต่างก็ทราบดีว่าต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ นั้นจะอย่างไรก็ไม่มีทางต่ำกว่าแหล่งผลิตที่เชี่ยวชาญในต่างประเทศได้หากไม่มีกำแพงภาษีหนักๆ คอยปกป้องพวกตนไว้ได้ สิ่งที่แน่นอนก็คือ ผู้บริโภคสหรัฐฯ จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากภาษี ซึ่งปัจจุบันกระแสรักชาติในสหรัฐฯ ก็เริ่มแรงขึ้นมาจนหลายๆ คนเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ กันมากขึ้นแม้จะแพงกว่า

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่อุตสาหกรรมของตนยังไม่ได้ถูกเลือกให้มีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราพิเศษอย่างที่ใช้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็กและรถยนต์ แม้จะต้องแบกภาระจากภาษีต่างตอบแทนที่สหรัฐฯ คิดกับไทยโดยเฉพาะนั้น แต่หากมองในแง่การแข่งขันกับตลาดอื่นๆ ก็เชื่อว่าจะยังพอแข่งขันได้อย่างแน่นอน และการแข่งขันจากผู้ผลิตภายในสหรัฐฯ นั้นก็ยังไม่อาจแข่งขันกับแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าในนานาประเทศนอกสหรัฐฯ ได้แน่แม้จะต้องแบกภาระภาษีเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ในระยะนี้ แน่นอนว่าผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ แบบเต็มตัวควรเริ่มบริหารความเสี่ยงด้วยการเปิดตัวหาตลาดใหม่ๆ ด้วย แต่ตราบเท่าที่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและหมวดสินค้าที่ท่านผลิตยังไม่มีการกำหนดภาษีระดับร้อยละ 50 ขึ้นไปเพื่อหยุดยั้งการนำเข้าเป็นการเฉพาะ ท่านควรพิจารณาให้ชัดเจนถึงความแตกต่างของระดับการแข่งขันของการผลิตและส่งออกมายังสหรัฐฯ ของสินค้าของท่านเองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า แท้ที่จริงแล้วภาษีต่างตอบแทนที่เรียกเก็บจากสินค้าที่ท่านผลิตและส่งออกนั้นมีต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิม เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันในประเทศคู่แข่งเจ้าประจำของท่านแล้ว ใครได้เปรียบ เสียเปรียบกว่ากันมากน้อยเท่าไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้อื่นที่อยู่ภายนอกอุตสาหกรรมของท่านนั้นยากที่จะทราบความแตกต่างที่แท้จริงได้ โปรดพิจารณาดังนี้ให้ดีก่อนที่จะเสียกำลังใจแล้วเตรียมจะถอยออกจากตลาดสหรัฐฯ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจเป็นโอกาสที่ท่านควรจะเร่งบุกตลาดสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ ผู้ซื้อในสหรัฐฯ นั้นคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนของการกำหนดอัตราภาษีทำให้วางแผนระบบห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว ซึ่งแน่นอนว่าความไม่แน่นอนนั้นบีบให้ผู้ซื้อต้องมองหาแหล่งใหม่ๆ ที่แน่นอนกว่า ซึ่งแม้แหล่งภายในสหรัฐฯ ก็ยังคงไม่มีความแน่นอน ไม่มีใครทราบว่าจะมีแรงส่งเสริมให้ผู้ผลิตในประเทศแบกต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าแหล่งผลิตภายนอกประเทศไปอีกนานเท่าไร จะเป็นนโยบายถาวรตลอดไปหรือไม่ อาจเป็นโอกาสให้ผู้ซื้อที่ไม่เคยสนใจแหล่งผลิตในประเทศไทย เริ่มเปิดโอกาสพิจารณาเลือกใช้ก็เป็นไปได้ 

สำหรับบทบาทของภาครัฐของไทยนั้นสิ่งที่ทำได้ก็เพียงการเจรจาภาพรวมให้อัตราภาษีลดลงจนต่ำที่สุดเท่าที่จะลดลงได้เท่านั้น การเจรจาต่อรองระว่างรัฐบาลกับรัฐบาล มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันในแต่ละหมวดอุตสาหกรรมในระดับที่แตกต่างกันไปตามสภาพการแข่งขันในหมวดอุตสาหกรรมนั้นเอง หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว ในหมวดอุตสาหกรรมของท่านเองอาจเป็นโอกาสที่ควรเร่งบุกตลาดที่สุดเมื่อพิจารณาแหล่งผลิตในประเทศคู่แข่งอื่นๆ ก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้นก็ต้องเร่งมือ ในทางกลับกัน สำหรับหมวดสินค้าที่ประเทศไทยอาจไม่ใช่แหล่งที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด ในสภาวการณ์ที่ไม่แน่ไม่นอนเช่นนี้ ผู้ที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดที่ไม่ได้พิจารณาตลาดการแข่งขันอย่างถ่องแท้ อาจจะกำลังชะงัก ชะลอและสะดุดหยุดกิจกรรมเพื่อรอให้ฝุ่นที่กำลังตลบสงบลงเสียก่อน ถึงตอนนั้นท่านอาจเข้าไปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของผู้ซื้อในสหรัฐฯ แล้วก็เป็นไปได้

*********************************************************

ที่มา: The Washington Times
เรื่อง: “Trump tariff policies driving consumer shift toward domestic manufacturing purchases”
โดย: The Washington Times News Room
สคต. ไมอามี /วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

อ่านข่าวฉบับเต็ม : ผู้บริโภคสหรัฐฯ ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้นเพราะมาตรการภาษีศุลกากร

Login

ปิดโหมดสีเทา